แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เมื้องต้น...นวดฝ่าเท้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เมื้องต้น...นวดฝ่าเท้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

กำเนิด นวดฝ่าเท้า

ที่ประเทศจีน เมื่อห้าพันกว่าปีก่อน ในสมัยจักรพรรดิ์หวงตี้ โดยเรื่มจากความเชื่อของชาวจีนที่ว่า ในร่างกายคนเรานั้นมีเส้นลมปรานกระจายอยู่ทั่วไป ทำหน้าที่เป็นทางเดินของเลือดลม ส่งสารอาหารและพลังงานไปหล่อเลี้ยงอวันวะต่างๆ ถ้าการไหลเวียนของเลือดลมติดขัดก็จะทำให้เจ็บป่วย ชาวจีนจึงใช้วิธีฝังเข็ม ลงตามจุดต่างๆเพื่อแก้ไข การติดขัดของการไหลเวียนนี้

บริเวณฝ่าเท้าของคนเรา มีเส้นลมปรานใหญ่ๆอยู่6เส้น เชื่อมต่อกับอวัยวะต่างๆ สามารถฝังเข็มกระตุ้นที่ฝ่าเท้าเพื่อรักษาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆได้ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของแพทย์ในยุคต่อๆมาที่พบว่า ความผิดปกติของอวัยวะที่เกิดขึ้น จะสามารถแสดงออกให้เห็นเป็นความผิดปกติบนส่วนใดส่วนหนึ่งของฝ่าเท้า และการกระตุ้นตำแหน่งต่างๆที่ฝ่าเท้า สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะต่างๆได้

เท้่า มีความสำคัญอย่างไร
รับน้ำหนักร่างกาย ทำหน้าที่ในการพยุงกระดูกเชิงกราน และกระดูกสันหลัง เท่ากับโอบอุ้มระบบโครงสร้างต่างๆของร่างกายไว้ทั้งหมด ร่างกายจะมีการทรงตัวที่ถูกต้องได้ ก็ขึ้นอยู่กับกระดูกทั้ง 28ชิ้นนี้ ถ้าเกิดความผิดปกติขึ้น ก็จะทำให้ความโค้งของเท้าเปลี่ยนไป อวัยวะอื่นๆก็จะผิดปกติไปด้วย ทำให้เกิดอาการต่างๆขึ้น เช่น อาการปวด ชา การไหลเวียนของเลือดไม่ดี เส้นเลือดและน้ำเหลืองเกิดอาการคั่ง กระดูกเชิงกรานผิดรูปร่าง กระดูกสันหลังและเส้นประสาทอักเสบ หมอนรองกระดูกถูกทำลาย ปวดศรีษะ ฯลฯ
รับการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับความสมดุลของแรงดึงกล้ามเนื้อและเอ็น หากแรงดึงนี้ลดลง กระดูกทั้ง28ชิ้นที่เท้าก็จะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องได้ ความโค้งของเท้าจะเปลี่ยนแปลงไป เช่นปลายเท้าบิดออก(Splayfoot) หรือความโค้งของเท้าแบนลง(Flatfoot) หรือส้นเท้าเปลี่ยนรูปร่าง(Clubfoot)เป็นต้น


ทำหน้าที่สะท้อน กระดูกทั้ง28ชิ้นถูกห่อหุ้มด้วย กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และผิวหนัง การสะท้อนจึงเปรียบคล้ายคลื่นรีโมท ที่ให้กระแสพลังงานจากเท้าไปสู่อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย






ศาสตร์แห่งการกดจุดสะท้อนเท้า




หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำว่า "กดจุดสะท้อนเท้า" อยู่บ้าง ซึ่งคำๆ นี้ ฟัง

ดูเผินๆ แล้วอาจจะนึกว่าเป็นการนวดเท้าธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่า การนวดเท้าที่

เคยเป็นศาสตร์รวมอยู่ในการนวดแผนไทยนี่แหละ ได้มีพัฒนาการไปสู่

ศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าและสามารถรักษาโรคร้ายทั้งหลายทั้งปวงได้อย่าง

เหลือเชื่อ



ศาสตร์การกดจุดสะท้อนเท้านี้ถูกนำมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักทั่วเมืองไทย

โดยท่านอาจารย์ สมบูรณ์ รุ่งโรจน์สกุลพร ประธานมูลนิธิพัฒนาศาสตร์การ

นวดกดจุดสะท้อนเท้า (ประเทศไทย) ผู้ซึ่งพลิกผันชีวิตจากนักธุรกิจมาเป็น

ปรมาจารย์ทางด้านการนวดกดจุดเท้าเพื่อรักษาโรค



"10 ปีที่แล้ว ผมป่วยสารพัดโรค กระเพาะ ไมเกรน ไต ความดันโลหิต

เครียด ฯลฯ ตอนนั้นคนจีนในมาเลเซียมากดจุดเท้าให้ ผมก็สงสัยว่า เขารู้ได้

อย่างไรว่า ผมเป็นโรคอะไรตั้งหลายอย่าง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจโรค บางทีรู้

มากกว่าตรวจในโรงพยาบาล"



อาจารย์บอกว่าการแค่นำฝ่าเท้าทั้งสองประกอบเข้าด้วยกัน จะปรากฏโครง

สร้างที่สมบูรณ์ของร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นเสมือนกระจกสะท้อนอวัยวะภาย

ในร่างกาย ถ้าร่างกายบกพร่องแค่ 5-10% เท้าก็สามารถบ่งบอกโรคได้

ไม่ต้องดูอื่นไกล พวกเท้าแห้ง เท้าตาปลา ก็ส่อถึงระบบภายในบางส่วน

บกพร่องเสียสมดุล 

การกดจุดฝ่าเท้า ต่างกับการนวดเท้าอย่างไร ?



การกดจุดสะท้อนเท้า แตกต่างจากการนวดฝ่าเท้าทั่วไปที่ใช้ไม้กดหรือแค่

ใช้มือนวดธรรมดาที่ช่วยให้ผ่อนคลายและกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียน หากแต่

การนวดกดจุดสะท้อนเท้านี้จะต้องกดลึกกว่า ต้องมีความแม่นยำในเรื่อง

ตำแหน่งจุดสะท้อน และทำไปในทิศทางที่ถูกต้อง มิฉะนั้นกล้ามเนื้อหรือ

อวัยวะภายในที่ส่งผลสะท้อนจะเกิดปัญหาได้ อีกทั้งยังต้องเลือกใช้การกด

ทางใดทางหนึ่ง เช่นกดจากซ้ายมือมาขวามือ หรือกดจากขวามือมาซ้ายมือ

เมื่อกดฝ่าเท้าตรงไหนรู้สึกว่าเจ็บมากแสดงว่าอวัยวะนั้นมีข้อบกพร่องคือทำ

งานไม่ปกติแสดงว่าอวัยวะส่วนนั้นไม่แข็งแรง การกดจุดฝ่าเท้า อุปกรณ์หลัก

ที่ใช้กดก็คือ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้



การนวดกดจุดสะท้อนเท้ามีจุดสำคัญ 62 จุดบนฝ่าเท้า ซึ่งเป็นจุดปลาย

ประสาทของอวัยวะภายในร่างกาย แต่ละจุดจะมีระบบการรับรู้ทั้งหมด 7

ระบบ


1. ระบบขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ :

ถ้ามีปัญหาปัสสาวะบ่อย เป็นนิ่วในกระเพาะ ท้องผูก สามารถใช้การนวดกดจุด สร้างสมดุลรักษาโรคได้


2. ระบบสมอง :

นอนไม่หลับ ไมเกรน มึนศีรษะ เครียด อัลไซเมอร์ เส้นโลหิตในสมองตีบ


3. ระบบฮอร์โมน :

ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีลูกยาก มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ


4. ระบบประสาทสัมผัสตา จมูก และหู


5. ระบบไขสันหลังตั้งแต่กระดูกคอ เอว ก้นกบ ตะโพก ขา


6. ระบบภูมิต้านทาน


7. ต่อมน้ำเหลือง



อาจารย์ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า "การนวดตามจุดระบบต่างๆ จะช่วยให้อาการ

ดีขึ้น มีหลายคู่ไม่มีลูก แล้วมากดจุดกระตุ้นระบบฮอร์โมน การนวดกดจุด

สะท้อนเท้าจะใช้นิ้วข้อ นิ้วชี้ นิ้วโป้ง ไม่มีการใช้อุปกรณ์อื่นๆ อย่างน้อยต้อง

นวดประมาณ 3 ครั้งติดกัน ก่อนนวดจะแช่น้ำอุ่นให้เลือดไหลเวียน บางคนมี

อาการบกพร่องมากกว่า 10 จุด"




...จะว่าไปแล้วคนเรามักจะละเลยและไม่ใส่ใจดูแลรักษา "เท้า" ให้เทียบ

เทียมกับการเอาใจใส่อวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น ตับ ปอด ม้าม หัวใจหรือว่าลำ

ไส้ใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น "เท้า" ก็เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญไม่น้อย

ไปกว่าอวัยวะเหล่านั้นเลย เพราะมันสามารถสะท้อนหรือบ่งบอก “สุขภาพ”

ของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว...

"เท้า" สัมพันธ์กับอวัยวะในร่างกายอย่างไร ?




"เท้า" 2 ข้างนั้นมีความสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่แตกต่างกันออก

ไป โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 จุด (5 เท้า) ด้วยกัน คือ


1. ฝ่าเท้าข้างซ้าย: บ่งบอกสุขภาพของอวัยวะซีกซ้ายที่ประกอบด้วยหัวใจ

ม้าม ไต ฯลฯ


2. ฝ่าเท้าข้างขวา: บ่งบอกสุขภาพของอวัยวะซีกขวาที่ประกอบด้วยตับ ถุง

น้ำดี ไส้ติ่ง ฯลฯ


3. หลังเท้า: บ่งบอกสุขภาพของต่อมทอนซิล ขากรรไกร ต่อมน้ำเหลืองที่

ปอด ทรวงอก กระบังลมทั้งสองข้าม


4. เท้าด้านใน: บ่งบอกถึงสุขภาพจมูก กระดูกคอ กระดูกหลัง กระดูกเอว

ก้นกบ ช่องคลอด อวัยวะเพศ มดลูกและลูกอัณฑะทั้งสองข้าง


5. เท้าด้านนอก: บ่งบอกสุขภาพของไหล่ ข้อศอก หัวเข่า สะบัก รังไข่



ทั้ง 5 เท้านี้จะประกอบรวมกันเป็นมนุษย์ ซึ่งนับรวมแล้วมีจุดต่างๆ ที่ปรากฏ

บน 5 เท้าทั้งสิ้น 62 จุดด้วยกัน เป็นจุดที่เป็นปลายประสาทของอวัยวะใน

ร่างกาย 62 จุด หรือที่เรียกกันว่า “จุดสะท้อน”



ทั้งนี้ อาจารย์สมบูรณ์ ได้ยกตัวอย่างเพื่อขยายความคำว่า "สะท้อน" ให้เห็น

ภาพง่ายๆ เช่น เวลาที่เราใส่รองเท้าผ้าใบหรือคัตชูนานๆ จะรู้สึกอึดอัด

นั่นแสดงว่ามันกดสะท้อนถูกตำแหน่งนิ้วโป้ง ซึ่งนิ้วโป้ง หรือนิ้วหัวแม่เท้านั้น

เป็นตำแหน่งของจมูกพอดี จึงทำให้เรารู้สึกอึดอัด หรือเวลาที่เราใส่รองเท้า

ปลายแหลมๆ และรัดแน่นๆ ก็จะรู้สึกว่าไหล่จะบีบ และเกิดอาการเมื่อยขึ้นที่

บริเวณไหล่ นั่นก็เพราะถูกบีบตรงนิ้วก้อย ซึ่งเป็นตำแหน่งของไหล่ จุดเหล่า

นั้น เรียกกันว่า "จุดสะท้อน"

 การนวดเท้า 3 ระดับ




- ระดับแรกหรือระดับพื้นฐาน คือการนวดเพื่อสุขภาพ

- ระดับที่สอง คือการนวดเพื่อปรับความสมดุล

- ระดับที่สาม คือการนวดด้วยพลังชี่

ประโยชน์จากการนวดเท้า




การจุดสะท้อนเท้าส่งผลต่อร่างกายในหลายระดับด้วยกัน ที่เห็นชัดๆ คือ


1. ช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติและสร้างภูมิต้านทานโรค

2. ช่วยในเรื่องของการขับของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้น ก่อนนวดต้องให้

ดื่มน้ำ 1 แก้ว และหลังนวดอีก 1 แก้ว

3. มีผลต่อการกระตุ้นอวัยวะทุกส่วนในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ เสริมสร้าง

กระดูกและกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ ปรับการทำงานของระบบประสาท

4. ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดูอ่อนกว่าวัย ทำให้เลือดลมเดินเป็นปกติ

ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต ยิ่งคนที่นวดเท้าเป็นประจำยิ่งไม่ต้องห่วงเรื่อง

อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะจะมีการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนตลอด แถมยัง

ช่วยปรับฮอร์โมนของร่างกายให้เป็นปกติอีกด้วย


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2548

การนวดฝ่าเท้า กดจุดลมปราณ

หลายพันปีที่ผ่านมา การนวดฝ่าเท้าได้ถูกแพทย์จีน หมอชาวจีนนำมาเสริมสร้างสุขภาพ บำบัดโรคให้กับชาวจีนอย่างต่อเนื่องมาตลอด และได้ถ่ายทอดวิชาชีพนี้ให้กับลูกหลานในตระกูลสืบทอดตลอดมาถึงปัจจุบัน”
ประวัติความเป็นมาของการนวดฝ่าเท้าสากลของโลก และที่ประเทศจีน วิชาการนวดฝ่าเท้าเพื่อการบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดมีประวัติยาวนานมากว่า 4-5 พันปี
  • ที่ประเทศจีน ต้นตำรับตำราแพทย์จีน “หวานตี้เน่ยจิง” ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อประมาณ 5 พันปีก่อน นอกจากเขียนบันทึกเกี่ยวกับลมปราณและจุดต่าง ๆ ที่ฝ่าเท้า รวมทั้งวิธีการนวดการบำบัด
  • สมัยราชวงศ์ฮั่น (ประมาณ 2 พันปีก่อน) หนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ของ ซีม่าเซียง ได้กล่าวถึงแพทย์จีนชื่อ อีฟู่ ปกติจะไม่เน้นใช้ยาสมุนไพรในการทำการบำบัดรักษา จะทำการรักษาโดยการนวดฝ่าเท้า เวลานวดสัมผัสถูกเขตสะท้อนตามฝ่าเท้าก็สามารถวินิจฉัยอาการโรคได้ทันที
ทฤษฎีเกี่ยวกับการนวดฝ่าเท้า
เขตสะท้อนคืออะไร
เขตสะท้อนเป็นจุดรวมประสาท บ้างเป็นจุดปลายประสาท กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ รอบนอกของร่างกาย จากประสบการณ์ค้นพบของมนุษย์สมัยโบราณพบว่า ที่ฝ่าเท้าของมนุษย์มีเขตสะท้อนกระจายทั่ว แต่ละเขตมีเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายกล่าวคือ ถ้าหากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายทำงานบกพร่อง เกิดมีอาการผิดปกติ เช่น อาการเจ็บปวดจะส่งผลสะท้อนไปถึงเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้า เกิดมีอาการผิดปกติตามมา เช่น รูปทรงผิดรูปแบบหรือนวดสัมผัสถูกจะเกิดมีอาการเจ็บปวด เช่นเดียวกันในเวลาที่เขตสะท้อนที่ฝ่าเท้าเกิดมีอาการผิดรูปแบบ หรืออาการเจ็บปวด ก็จะส่งผลสะท้อนไปถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์ ทำให้เกิดมีอาการเจ็บปวด หรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่องตามมา
ความสำคัญของการนวดเขตสะท้อนฝ่าเท้าต่อสุขภาพ
ภาพจาก http://care4u.comoj.com

ฝ่าเท้าทั้งสองข้างเป็นบริเวณที่ห่างไกลจากหัวใจที่สุด เป็นบริเวณที่กระจายปลายสุดของเส้นโลหิตฝอยแดง และเส้นโลหิตฝอยดำและเส้นประสาท ฉะนั้นบริเวณดังกล่าวนี้มีความดันเลือดที่ต่ำสุด การไหลเวียนของเลือดจะอ่อนพลังไหลเวียนช้าสุด
“แต่อวัยวะ 2 ข้างฝ่าเท้านี้กลับมีบทบาทหน้าที่สำคัญมากต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์”
ร่างกายมนุษย์มีกระดูก 206 ชิ้น ข้อต่อ 100 ชิ้น บริเวณ 2 ข้างมีสัดส่วนของกระดูก 55 ชิ้น ข้อต่อ 33 ข้อ ฝ่าเท้า 2 ข้างมีเขตสะท้อนที่กระจายอยู่ 62 เขต หรือ 64 เขต แต่ละข้างฝ่าเท้ามีเซลล์ของปลายประสาทรับความรู้สึก 7,200 ตัว ฝ่าเท้า 2 ข้างยังเป็นที่กระจายของเส้นลมปราณเท้า 6 เส้น และจุดต่าง ๆ ของเส้นลมปราณเหล่านี้รวม 38 กว่าจุด ซึ่งเส้นลมปราณเหล่านี้พร้อมจุดต่าง ๆ มีส่วนเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายสรุปได้ว่า ฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของประสาทร่างกาย เป็นเงาสะท้อนสุขภาพร่างกาย
อวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งกลไกต่าง ๆ ที่ 2 ข้างฝ่าเท้าเมื่อไม่ได้รับเลือดมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากประสิทธิภาพงานจะตกต่ำหรือกระทั่งเกิดอาการบกพร่องเกิดอาการเจ็บปวด ยังส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์เกิดการทำงานบกพร่องหรือเจ็บปวดตามมา และส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดสูญเสียความเป็นระเบียน ทำให้ทั่วทั้งร่างกายสูญเสียความสมดุล
การนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ
คนจีนค้นพบเกี่ยวกับระบบเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์มีเวลายาวนานกว่า 5 พันปี เมื่อ 5 พันปีก่อนหนังสือต้นตำหรับการแพทย์แผนจีน “หวดตี้เน่ยจิง” ก็เริ่มมีบันทึกเกี่ยวกับระบบเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์ ปัจจุบันระบบเส้นลมปราณได้ถูกแพทย์จีนนำมาใช้เป็นประโยชน์เป็นตำราพื้นฐาน ของวิธีบำบัดต่าง ๆ ในการบำบัดโรค เช่น การเช็คตรวจสุขภาพร่างกายด้วยการเช็คตรวจชีพจร พร้อมการใช้ยาสมุนไพรบำบัดอาการโรคต่าง ๆ การฝังเข็ม การนวดแบบทุยหนา การนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ การวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ
2 พันกว่าปีก่อนผู้ปฎิบัติลัทธิเต๋าในประเทศจีน ได้เรียนรู้ถึงหน้าที่สรีรวิทยาและประโยชน์ของระบบเส้นลมปราณ จุดลมปราณ แล้วนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการนวดกดจุดลมปราณ เพิ่มเสริมสร้างสุขภาพและขจัดแก้ไขอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นตามจุดลมปราณใน ร่างกาย วิชาชีพนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบเส้นลมปราณ
ทฤษฎีระบบเส้นลมปราณ คือ การศึกษวิจัยการทำหน้าที่ทางสรีรวิทยาและการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของ ระบบเส้นลมปราณ และความสัมพันธ์กันระหว่างระบบเส้นลมปราณกับอวัยวะภายในร่างกาย
ระบบเส้นลมปราณ คือ ระบบโครงข่ายของเส้นลมปราณหลัก และเส้นลมปราณย่อยที่เชื่อมโยงอวัยวะภายในและร่ายกายส่วนนอก คือ ผิวหนัง เอ็น กระดูก อวัยวะรับรู้ เป็นต้น
ลมปราณหลักแบ่งเป็นลมปราณปกติ 12 เส้น และลมปราณพิเศษ 8 เส้น
เส้นลมปราณปกติ 12 เส้น เป็นเส้นลมปราณหลักที่แต่ละเส้นกระจายผ่านและเชื่อมโยงกับอวัยวภายใน 1 ชนิด คือ ปอด หัวใจ เยื่ออุ้มหัวใจ ลำไส้ใหญ่ซานเจียว ลำไส้เล็ก ม้าม ตับ ไต กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะ โดยแบ่งเป็นเส้นลมปราณมือ 6 เส้น เส้นลมปราณเท้า 6 เส้น
เส้นลมปราณปกติ 12 เส้น ยังแตกแขนงเป็นเส้นลมปราณย่อยต่าง ๆ โดยมี
เส้นลมปราณหลักแขนง 12 เส้น ทำหน้าที่หลักเชื่อมโยงคู่เส้นลมปราณปกติแบบคู่นอกใน และเชื่อมโยงเส้นลมปราณปกติกับอวัยวะเนื้อเยื่อและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

เส้นลมปราณพิเศษ 8 เส้น เส้นลมปราณเหล่านี้จะแตกต่างกับเส้นลมปราณปกติ คือ ไม่เชื่อมโยงกับอวัยวะภายในจึงไม่มีความสัมพันธ์แบบคู่นอกใน เส้นลมปราณพิเศษมีหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเส้นลมปราณปกติ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแนบแน่นยิ่งขึ้น และปรับสมดุลลมปราณและเลือดในเส้นลมปราณปกติ
เส้นลมปราณย่อย
เส้นลมปราณย่อยใหญ่ 15 เส้น (12 เส้นแยกจากเส้นลมปราณปกติ 12 เส้น บวกด้วยเส้นลมปราณคู่ 1 เส้น ลมปราณเริ่ม 1 เส้น และเส้นลมปราณย่อยใหญ่ของม้าม) ทำหน้าที่เสริมสร้างความสัมพันธ์กับแบบคู่นอกใน และเชื่อมโยงลมปราณบริเวณด้านหน้าร่างกายกับด้านหลังและด้านข้างเพื่อปรับ สมดุล ในเส้นลมปราณ
เส้นลมปราณย่อยตัน ซึ่งเป็นเส้นลมปราณอยู่ที่ส่วนนอกของร่างกาย
เส้นลมปราณย่อยฝอย เป็นเส้นลมปราณขนาดเล็กละเอียดสุด
เอ็น 12 แห่ง คือ เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกทั่งร่ายกายเชื่อมโยงกับเส้นลมปราณปกติ 12 เส้น ควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อ
ผิวหนังถูกแบ่งเป็น 12 เส้น เป็นสาขาส่วนหนึ่งของเส้นลมปราณปกติ 12 เส้นในร่างกาย เนื่องจากลมปราณปกติ 12 เส้นยังแตกเป็นสาขาย่อยต่าง ๆ ลมปราณย่อยต่าง ๆ เหล่านี้จะกระจายสู่เปลือกนอกผิวหนังของร่างกาย และเชื่อมโยงกับผิวหนัง 12 เส้น ผิวหนัง 12 เส้นนี้จึงมีหน้าที่ทางสรีระวิทยาดังเส้นลมปราณต่าง ๆ คือ ทำหน้าที่ลำเลี้ยงเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ช่วยสะท้อนอาการต่าง ๆ ขออวัยวะที่เกี่ยวพันรวมทั้งช่วยปรับการปฏิบัติหน้าที่งานของอวัยวะต่าง ๆ เข้าสู่สมดุล
นอกจากเส้นลมปราณยังมีจุดต่าง ๆ ของเส้นลมปราณต่าง ๆ รวม 409 จุดที่กระจายทั่วทั้งร่างกาย จุดลมปราณเป็นจุดตำแหน่งพิเศษเป็นศุนย์ของอวัยวะภายใน เส้นลมปราณและการไหลเวียนของเลือดลม สะท้อนอาการสู่เปลือกนอกร่างกาย และเป็นจุดที่สามารถนำมาใช้บำบัดอาการโรคโดยการฝังเข็ม นวดกดจุดหรือวางถ้วยดูดเพื่อปรับร่างกายเข้าสู่สมดุล
ข้อควรระมัดระวังเกี่ยวกับการนวดฝ่าเท้า และนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ
กรณีที่ไม่ควรนวด
  1. ขณะร่างกายอ่อนเพลียมาก มึนงงหรือเมาสุรา
  2. สตรีระหว่างมีประจำเดือนและช่วงตั้งครรภ์
  3. กระดูกหักหรือผิดรูป
  4. ผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อเช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้มาลาเรีย โรคเอดส์
  5. ผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด สุนัขบ้ากัด แมลงมีพิษร้ายต่อย ถูกแก็สพิษ สารพิษจากยาและสุรา
  6. ผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกหรือมีอาการอักเสบจากโรคที่กำลังเป็นอยู่ หรือจากความบกพร่องของร่างกาย
ข้อแนะนำ
  1. หลังการนวดทุกครั้งควรดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วประมาณ 300-500 ซีซี แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็น ล้างเท้า อาบน้ำ สระผมทันที ควรทั้งช่วงอย่างน้อย 30 นาที
  2. ปกติให้นวดวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าทำเพื่อบำบัดโรคสามารถนวดได้วันละ 2-3 ครั้ง
จาก มีดี ดอทเน็ต


วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

เส้นประธานทั้ง 10

เส้นประธานสิบ บ่งบอกอาการ
เส้นประธานสิบ

เส้นประธาน  คือ เส้นที่เป็นหลักสำคัญของวิชาการนวดไทยตามที่บูรพาจารย์ได้สืบทอดกันมา ซึ่งในร่างกายของคนเรา จะมีเส้นอยู่ในร่างกายถึง 72,000 เส้น แต่ที่เป็นเส้นประธานแห่งเส้นทั้งปวงจะมีเพียง 10 เส้นเท่านั้น
เส้น ประธานมีความสำคัญต่อการบำบัดรักษาโรค เพราะเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการอธิบายถึงความเป็นปกติสุข และความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะความผิดปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดขัดหรือการกำเริบของลม จึงสามารถนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของความผิดปกติ นั้น  ว่า มีความสัมพันธ์กับเส้นประธานใด รวมทั้งสามารถกำหนดวิธีการนวดรักษาที่สอดคล้องสัมพันธ์กับเส้นประธานนั้นได้ อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์แผนไทย
ลักษณะและคุณลักษณะเส้นประธานสิบ  
·    เป็นเส้นที่อยู่บริเวณท้องรอบสะดือ  ลึกลงไปในกล้ามเนื้อบริเวณท้องประมาณ 2 นิ้วแล้วแต่ความหนาของกล้ามเนื้อ หน้าท้อง
·       เส้นแล่นขดกระหวัด กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
·       เส้นแต่ละเส้นแล่นไปตามแนวของแต่ละเส้นอย่างมีระเบียบ
·       เส้นแต่ละเส้นมีแนวเส้นร่วมของแต่ละเส้นกระจายอยู่ทั่วร่างกาย
·       เส้นร่วมของเส้นประธานสิบ มีส่วน ที่เกี่ยวกระหวัดกัน
·    เส้นประธานสิบแต่ละเส้น มีคุณลักษณะ เป็นเส้นที่สำคัญ กับระบบอวัยวะภายในร่างกายตามแต่ส่วนสัมพันธ์ของแต่ละเส้น
·    เส้นประธานสิบแต่ละเส้น มีคุณลักษณะ เป็นเส้นประจำธาตุของร่างกาย เพื่อใช้ในการกดนวดบำบัดอาการของลมบางอาการ  
·       เส้นประธานสิบแต่ละเส้น มีลมแล่นอยู่ประจำเส้น
·       เส้นประธานสิบเป็นเส้นประจำฤดูกาล
เส้นประธานสิบ ประกอบด้วย
เส้นอิทา  ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นอิทา ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
             1)เส้นอิทา..ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องใต้สะดือ 2 นิ้ว เยื้องซ้าย 1 นิ้ว แล่นไปที่ต้นขาด้านซ้ายถึงเข่า แล้ววกกลับมาต้นขาด้านหลัง แล่นขึ้นแนบกระดูกสันหลังซ้าย ถึงคอ ถึงศีรษะ แล้ววกกลับมาริมจมูกซ้าย ลมประจำ เรียกว่า ลมจันทรกะลา
                2)เส้นอิทา,,, จุดเริ่มต้นอยู่ห่างจากสะดือ ไปทางซ้วยมือประมาณ 2 นิ้วมือ แล่นลงไปที่หัวเหน่า และลงไปต้นขาเบื้องซ้ายด้านหน้า จนถึงเหนือหัวเข่า แล้วอ้อมไปทางซ้าย จดกึ่งกลางต้นขาด้านหลัง แล่นขึ้นบน ผ่านกึ่งกลางแก้มก้น ไปข้างกระดูกสันหลัง ขึ้นไปข้างกระดูกสันคอ กระหวัด ขึ้นไปบนศีรษะลง ที่หน้าผาก ไปข้างสันจมูก มาประจำอยู่ที่ข้างจมูกซ้าย
             3)เส้นอิทา ว่ามีตำแหน่งอยู่ห่างจากข้างซ้ายของสะดือประมาณ 1 นิ้ว และอยู่ลึกลงไปประมาณ 2 นิ้ว แนวเส้นแล่นออกไปดังนี้ -    แล่นลงไปที่บริเวณ หัวเหน่า
-    ผ่านลงมาต้นขาด้านใน แล่นลงไปที่บริเวณเหนือ ข้อกระดูก เข่าด้านใน แล่นเข้าไปในใต้พับข้อเข่า
-    แล่นขึ้นกลับมา ที่เหนือข้อกระดูก ด้านนอก แล่นขึ้นจากต้นขาซ้ายด้านนอก
-    แล่นขึ้นผ่านเข้าใปในตะโพกด้านซ้าย
-    แล่นขึ้นไปข้างแนวกระดูกสันหลัง บริเวณระดับเอว ( ชิดกระดูกสันหลัง ส่วนที่แหลม ข้าง ระหว่างกระดูกเอว ชิ้นที่ 1 และชิ้นที่ 2)
-    แล่นขึ้นแนบแนวกระดูกสันหลัง ด้านซ้าย แล่นต่อเนื่อง ขึ้นไปข้างกระดูกคอ ขึ้นตลอดไปบนศีรษะ
-    วกกลับลงมาผ่าน บริเวณหน้าผาก เข้าไปในจมูกข้างซ้าย

เมื่อเส้นอิทาผิดปกติ จะมีอาการดังนี้  ปวดศีรษะเป็นอย่างมาก ตามืดมัว ชักปากเบี้ยว เจ็บสันหลัง บางครั้งมีกำเดาและลมระคนกัน เกิดโทษสอง (ทุวันโทษ)มีอาการเรียกลมปะกังจะทำให้ตัวร้อนวิงเวียนหน้าตาบางครั้งเป็นสันนิบาต เป็นไข้ ปวดศีรษะมาก บางครั้งท้องมีอาการเรียกว่าลมพาหิ ลักษณะเหมือนงูทับทามาขบ ทำให้เชื่อมมึนสลบ
เส้นอิทาด้านหน้า  ผิดปกติจะมีอาการ  นาสิกตึง  ห้าวคางค้าว หูตึง  นมมิออก เมื่อยต้นขา ขัดเข่า เมื่อยแข้ง ลมขัง  ร้อนฝ่าเท้า  ปวดขมับ ลมดูดสะบัก เนื้อเหน็บชา ฟองดันบวม ขัดอุจจาระ ลมเบ่งผิดปกติ เท้าเย็น  ตะคริวเพลิง  ชักเท้า
เส้นอิทาด้านหลัง  ผิดปกติจะมีอาการ ปวดหน้าผาก ปวดกระหม่อม จักษุมัว  คลื่นเหียน หายใจขัด  เสียดชายโครง แน่นหน้าอก ร้อนอก  จุกอก  ตัวร้อน จับให้หนาว สะท้านร้อน สะท้านหนาว  เมื่อยเอว   ขัดเข่า  ร้อนฝ่าเท้า  ตะคริวฝ่าเท้า  ลมให้เดินตลอดผิดปกติ  
   
เส้นปิงคลา ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นปิงคลา ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
 1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องใต้สะดือ 2 นิ้ว เยื้องขวา 1 นิ้ว แล่นไปต้นขาด้านขวาถึงเข่า แล้ววกกลับมา ต้นขาด้านหลัง แล่นขึ้นแนบกระดูกสันหลัง ถึงคอ ถึงศีรษะ แล้ววกกลับมาที่ ริมจมูกขวา ลมประจำชื่อ ลม ศูญทะกะลา
 2 จุดเริ่มต้น อยุ่ห่างจากสะดือ ไปทางขวาประมาณ 2 นิ้วมือ แล่นลงไปหัวเหน่า และลงไปต้นขาเบื้องขวา ด้านหน้า จนถึงเหนือหัวเข่า แล้วอ้อมไปทางขวา จดกึ่งกลางต้นขาด้านหลัง แล่นขึ้นบนผ่านกึ่งกลางแก้มก้น ไปข้างกระดูกสันหลัง ขึ้นไปข้างกระดูกสันคอ กระหวัดขึ้นไปบนศีรษะ ลงมาที่หน้าผาก ไปข้างสันจมูก มาประจำอยู่ที่จมูกข้างขวา
3  มีตำแหน่งอยู่ห่างจากข้างขวา ของสะดือประมาณ 1 นิ้ว และอยู่ลึกลงไปประมาณ 2 นิ้ว แนวเส้น แล่นเช่นเดียวกับเส้นอิทา แต่อยุ่ซีกขวาของลำตัว  มีแนวเส้นแล่นออกไปดังนี้
-    แล่นลงไปที่บริเวณหัวเหน่า
-    ผ่านลงมาต้นขาด้านใน แล่นลงไปที่บริเวณเหนือ ข้อกระดูก เข่าด้านใน แล่นเข้าไปในใต้พับข้อเข่า
-    แล่นขึ้นกลับมา ที่เหนือข้อกระดูก ด้านนอก แล่นขึ้นจากต้นขาซวาด้านนอก
-    แล่นขึ้นผ่านเข้าใปในตะโพกด้านขวา
-    แล่นขึ้นไปข้างแนวกระดูกสันหลัง บริเวณระดับเอว ( ชิดกระดูกสันหลัง ส่วนที่แหลม ข้าง ระหว่างกระดูกเอว ชิ้นที่ 1 และชิ้นที่ 2)
-    แล่นขึ้นแนบแนวกระดูกสันหลัง ด้านขวา แล่นต่อเนื่อง ขึ้นไปข้างกระดูกคอ ขึ้นตลอดไปบนศีรษะ
-    วกกลับลงมาผ่าน บริเวณหน้าผาก เข้าไปในจมูกข้างขวา

เส้นปิงคลากำเริบผิดปกติ มีผลทำให้เกิดโรคต่อไปนี้  หน้าแดง ตาแดง เกิดพิษลมปะกัง บางครั้งมีอาการชัก ปากเอียง บางทีเป็นสันนิบาตบางทีเป็นริดสีดวง น้ำมูกไหลคัดจมูก จาม   บางครั้งกลายเป็นลมผหิสิ้นสติ ไม่พูดจา เหมือนถูกงู ทับสมิงคลาขบเอา ทำให้สลบไป
               เส้นปิงคลาด้านหน้า 
กำเริบผิดปกติมีผลทำให้เกิดโทษดังนี้   ปวดกะหมับ  สบักจม หาวเรอ  หูหนักข้างขวา คัดจมูก  นมหลง ฝีในน้ำนม น้ำนมไม่มี   เมื่อยขา กล่อนลงฝัก เตโชธาตุมิออก เมื่อยสันน่าแข้ง  เท้าสทก กล่อนลงแข้ง  ตะคริวชัก กล่อนหลง  แก้ลมอโธคมาวาตาให้อ่อนไหวตัวมิได้
เส้นปิงคลาด้านหลัง  กำเริบ ผิดปกติ มีผลเกิดโทษดังนี้ ปวดหน้าผาก ตามัวคลื่นเหียน  หายใจขัด แน่นอก  ร้อนอก  จุกอก  ลมปัศชาต์ จับให้หนาว จับให้ร้อน สะท้านร้อน สะท้านหนาว เมื่อยเอว  ขัดเข่า เมื่อยสันหน้าแข้ง  ตะคริวชักกลางเท้า ลมขัดเท้า ร้อนหลังเท้า 
วิธีแก้ นวดตามแนวเส้นปิงคลา นวดตั้งแต่กระหม่อม ตา ไรผมต้นคอ ตามหูบริเวณทัดดอกไม้สองข้าง และที่กระหม่อม แล้วเลื่อนลงมาที่จุดศูนย์กลางบริเวณจมูกขวา ถ้าเป็นสันนิบาตลมปะกังนวดระหว่างคิ้วทั้ง 2บริเวณหน้าผาก คลึงไปท้ายผม หลังใต้หู  ให้นวดทั้ง 2 ข้างโดยเน้นที่จุด ข้างจมูก ทั้ง 2ข้าง
เส้นสุมนา  ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นสุมนา ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว แล่นขึ้นไปในทรวงอก ถึงลำคอ ไปสิ้นสุดที่โคนลิ้น เรียกว่า..รากเส้นลิ้น ลมประจำเรียกว่า ลมชิวหาสดมภ์
2 มีตำแหน่งอยู่เหนือสะดือ ขึ้นไปประมาณ 3 นิ้ว อยู่กึ่งกลางระหว่างสะดือ กับใต้บริเวณกระดูกอก และอยู่ลึกลงไป ประมาณ สองนิ้ว มีแนวเส้นแล่นดังนี้
-    แนวเส้นแล่น ขึ้นจากเหนือสะดือ ขึ้นไปใต้กระดูกอก
-    แล่นขึ้นผ่าน ลำคอ ไปจรดโคนลิ้น

เส้นสุมนาพิการมีผลทำให้เกิดอาการดังนี้ พูดไม่ออก เกิดลมเรียกว่าชิวหาสดมภ์ เกิดลิ้นกระด้างคางแข็ง  หนักอก หนักใจ เซื่อมมัว  มึนซึม  เกิดอาการจุกอก  เกิดเอ็นเป็นลำ  เรียกว่า ลมตาลละคุณ ถ้าเกิดอาการดวงจิตระส่ำระสายเรียกลม ทะกรน ถ้าเคลิ้มเสียจริต เสียสติ พูดจาเพ้อเจ้อ  หลงลืมเรียกว่า ลมบาทจิต ลมสุมนาอ่อนๆทำให้เบื่ออาหารมืออ่อนแรง  นอนระทวยใจ 
          เส้นสุมนาด้านหน้า   กำเริบผิดปกติมีผลเกิดโทษดังนี้  เซื่อมมึน  จิตต์ระส่ำระสาย  เคลิ้มคลั่ง  สะอื้นลมปะทะ  ละเมอเพ้อพก มือแลเท้าเพลีย   นอนมิหลับ  เกิดลมจิตร์คุณ เกิดลมมะหาสนุก เกิดชิวหาสดมภ์  กินอาหารไม่ มีรส  หวานปาก ขมปาก  แคมปากเลือดปาก ลิ้นแข็งกระด้าง ลิ้นใหญ่คับปาก ลิ้นหดยืดมิออก  สุมรณันติ
เส้นสุมนาด้านหลัง กำเริบผิดปกติมีผลเกิดโทษดังนี้   เกิดลมหัศดม  เซื่อมมึน สวิงสวาย  หายใจขัด ใจลอย  นอนมิหลับ  เกิดลมมะหาสนุก บาตลักษ   ลมบาทยักษ์ ลมมะหาสดมภ  ลมให้หิว ลมกระทบใจ  ละหวยใจ น้ำเขละใส  คลื่นเหียน รากเพื่อพิศ  ลมบาทจักร์ รำโหยจิตร์
เส้นกาลทารี  ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นกาลทารี ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้อง แล้วแตกเป็น 4 เส้น ดังนี้
แนวทั้ง 2 เส้น แล่นทแยงไปสู่ชายโครง ที่กระดูกชายโครงคู่ที่ 1 แล้ววิ่งไปที่ไหล่ แล้วขดแยกไปเหนือสะบักหลัง ไปข้างกระดูกคอ ชิ้นที 1 แล่นผ่านรอยบุ๋มข้างคอ  วกไปที่ศีรษะ แล้วกลับลงมาที่หู/แนวแล่นอีกทางหนึ่ง แล่นจากเหนือสะบักหลัง มาทีไหล่  จากไหล่ลงมาตามหลังแขน แล่นผ่านข้อศอกลงมาท่อนแขนด้านล่างผ่านบริเวณกลางข้อมือไปที่นิ้วมือทั้งห้า
แนวเส้นอีก 2 เส้น แล่นออกจากท้องลงมาต้นขาด้านใน ผ่านบริเวณน่อง ห่างกระดูกสันหน้าแข้งด้านใน แล้วมากลางหลังเท้า แล่นผ่านบริเวณข้อเท้า แล้วแยกเป็นห้าเส้นไปที่นิ้วเท้าทั้งห้า
ตั้งต้นที่ที่กึ่งกลางท้อง แล้วแตกเป็น 4 เส้น สองเส้นบนเหนือสะดือ 1 นิ้ว  แล่นผ่านราวนมทั้งสองข้าง ถึงข้อมือทั้งสองข้าง แล้วเลยไปที่นิ้วมือทั้งสิบ  2เส้นล่างใต้สะดือ 1 นิ้ว แล่นไปที่ขาทั้งสอง ถึงข้อเท้าทั้งสองข้าง แล้วเลยไปที่นิ้วเท้าทั้งสิบ

3  เส้นนี้แบ่งออกเป็น 4 เส้น 2 เส้นเริ่มจากเหนือสะดือ อีก 2 เส้นเริ่มจากใต้สะดือ
เส้น 2 เส้นเหนือสะดือ เริ่มต้นจากเหนือสะดือ ประมาณ 2 นิ้วมือ แยกเป็น 2 ส่วน แล่นไปตามราวนมข้างขวาและซ้าย ไปต้นแขนทั้งสองข้าง จากจุดต้นแขน แบ่งเส้นแล่นขึ้นบน ไปจด บริเวณไหปลาร้า และแล่นลงล่าง ไปตามท้องแขน ไปถึงปลายแขน และแยกออกไปข้างละ 5 เส้น ไปถึงปลายนิ้วมือแต่ละนิ้วมือ
เส้น 2 เส้น ใต้สะดือ เส้น 2เส้นนี้ ห่างลงมาจากจุดอิทา และปิงคลา ประมาณ 2 นิ้วมือ แล่นลงไปต้นขาทั้งสองข้าง ลงไปตามลำแข้งทั้งสอง ตลอดลงไปถึงข้อเท้า และแยกออกข้างละ 5 เส้น ไป ถึงปลายเท้าแต่ละนิ้วมือ

4 มีตำแหน่งอยู่เหนือสะดือ ห่างขึ้นไปประมาณ 2 นิ้ว อยู่ลึกลงไป ประมาณ 2 นิ้ว แนาแล่น ของเส้นแยก ออกเป็น 4 เส้น แนวแล่นของเส้น แล่นออกไปดังนี้
-    แนวแล่น 2 เส้น แล่นทแยง ไปสู่ชายโครง ไปที่กระดูกชายโครงคู่ที่ 1
-    แนวเส้นวิ่งไปที่ไหล่ แล้ว ขดแยกไปเหนือสะบักหลัง ไปข้างกระดูกคอ ชิ้นที 1
-    แล่นผ่านรอยบุ๋ม ข้างคอ วกไปที่ศีรษะ แล้วกลับลวมาที่หู
-    แนวแล่นอีกทางหนึ่ง แล่นจากเหนือสะบักหลัง มาทีไหล่
-    แนวแล่นทั้งสอง จากไหล่ ลงมาตามหลังแขน
-    แล่นผ่านข้อศอกลงมาท่อนแขน ( กล้ามเนื้อแขนท่อนล่าง)
-    แล่นผ่านบริเวณกลางข้อมือ ไปที่นิ้วมือทั้งห้า
-    แนวแล่นอีกสองเส้น แล่นออกจากท้องลงมาต้นขาด้านใน
-    ผ่านบริเวณน่อง ห่างกระดูกสันหน้าแข้งด้านใน แล้วมากลางหลังเท้า
-    แล่นผ่านบริเวณข้อเท้า แล้วแยกเป็นห้าเส้น ไปที่นิ้วเท้า ทั้งห้า

การแล่นของเส้น กาลธารี หมายถึง ข้างละเส้น และแนวเส้นที่แล่นไปที่ไหล่ จะมีลักษณะ กระหวัด เกี่ยวระหว่างสะบักหลังไปที่ไหล่ และแล่นไปที่คอ ไปบนศีรษะ กลับมาที่ไหล่ แล้วจึงแล่น ลงมาที่แขนไป ที่นิ้วมือทั้งห้า
          เส้นกาลทารีกำเริบ มีผลทำให้เกิดโรคและอาการดังนี้  มีอาการเย็นชาไปทั้งตัว ให้จับเย็น หนาวสะท้าน สาเหตุจากการกินอาหารผิดสำแดงหรือของแสลง  เช่น ขนมจีนข้าวเหนียว  ถั่ว  บางครั้งเกิดอาการสันนิบาตบางครั้งเกิดลม เรียกว่า สหัสรังษี คือหมดสติไม่รู้ตัว
          เส้นกาลทารี ด้านหน้า กำเริบ ผิดปกติมีผลเกิดโทษดังนี้   ขบไหล่ให้หิว  เมื่อยไหล่ ร้อนฝ่ามือยิ่งนัก ปลายมือเหน็บชา  ปัฎวิธาตุให้ผูก  ขัดข้อมือขัดศอก  อาโปธาติพิการ เท้าตาย  อันทรฤทธิ์ ขัดไหล่ให้ยอก ไหล่ลดยกมิได้ มือตายให้เย็น คลอดปลายมือ  ลมอะโคคมาวาตา ข้อศอกงอมิได้ เท้าตายยกมิขึ้น  อำมะฤทธิ์ ให้เตโชออก 
          เส้นกาลทารีด้านหลัง    กำเริบผิดปกติมีผลเกิดโทษดังนี้    ไหล่ตาย  ลมดูกสะบัก  ลมสบัดตาย เจ็บหลัง  ลมให้แสบอก  วาโยธาตุพิการ เตโชธาตุถอย  ลมแขนตาย  ลมอันทพฤกษ์  แขนซ้ายขวาผิดปกติ  ปัฎวีธาตุพิการ  อาโปธาตุถอย  ตะโพกตาย ลมเจ็บเอว  ลมอันทภาตย์ น่องสั่นมิหยุด  อยู่เพื่อตะคริว
เส้นสหัสรังษี   
ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นสหัสรังษี ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องจากสะดือมาทางซ้ายมือ 3 นิ้ว แล่นไปที่ขาซ้ายด้านในถึงฝ่าเท้า แล่นผ่านโคนนิ้วเท้าทั้งห้า แล้วกลับมาที่สันหน้าแข้งซ้าย แล่นผ่านราวนมซ้าย รอดไหปลาร้า รอดขากรรไกรไปสุดที่ ใต้ตาซ้าย เรียกว่า เส้นรากตาซ้าย
2 จุดเริ่มต้นอยู่ต่ำกว่าสะดือ ประมาณ 2 นิ้วมือ แล่นลงไปต้นขาด้านใน ลงไปตามหน้าแข้งด้านใน จนจดปลายเท้า ข้างซ้ายด้านใน และกระหวัด กลับมาทางหน้าแข้งด้านนอก ขึ้นไปต้นขา และกระหวัด กลับมาทาง ต้นขา ใกล้สะโพก ขึ้นไปตามชายโครง ซ้าย ด้านหน้า ผ่านหัวนม ไปใต้คางซ้าย ขึ้นไปยังใต้นัยน์ตาข้างซ้าย
3 มีตำแหน่งอยู่ข้างซ้ายของสะดือ ห่างออกไปประมาณ 2 นิ้ว และอยู่ห่างจากเส้นอิทา 1 นิ้ว อยู่ลึกลงไปประมาณ 2 และอยู่ห่างจากเส้นอิทาออกไป 1 นิ้ว แนวแล่นของเส้นดังนี้
-    แล่นลงไปที่ต้นขาซ้ายด้านใน
-    แล่นผ่านบริเวณข้างกระดูกข้อเข่าด้านใน
-    แล่นต่อลงไป ริมข้างกระดูก สันหน้าแข้งด้านใน ผ่านชิดหน้าแข้งถึงตาตุ่ม ด้านใน
-    แล่นผ่านริมฝ่าเท้าด้านในทั้งหมด วกผ่านโคนนิ้วเท้าทั้งห้า
-    และวก ผ่านริมฝ่าเท้าด้านใน วกผ่านโคนนิ้วเท้าทั้งห้า
-    และวกผ่านริมฝ่าเท้าด้านนอก ผ่านส้นเท้าด้านนอก
-    แล่นขึ้นผ่านบริเวณข้างกระดูกข้อเข่าด้านนอก
-    แล่นขึ้นแนวต้นขาด้านนอก วิ่งเข้าโคนขาด้านหน้า แล้วผ่านไปที่ท้อง
-    แล่นผ่านขึ้นไปบริเวณท้อง
-    แล่นขึ้นไปบริเวณนม ขึ้นผ่านลำคอด้านหน้า
-    และแล่นขึ้นไปบริเวณใบหน้าในบริเวณตาข้างซ้ายเข้าในโพรงตา

          เส้นสหัสรังษีกำเริบ  มีผลทำให้เกิดโรคและอาการดังนี้  ลมจักขุนิวาต และอัคคะนิวารคุณ ทำให้เจ็บกระบอกตา วิงเวียน  ลืมตาไม่ขึ้น สาเหตุอาจ เกิดจากการกินของมัน  หวาน เกินไป 
          เส้นสหัสรังษีด้านหน้า   กำเริบมีผลทำให้เกิดโรคและอาการดังนี้    ลมผิวจักษุแห้ง  ลมปดังมีพิศข้างซ้าย  ลมปวดหว่างคิ้ว ลมปวดหลังจักษุ  ลมจักษุแดง  ลมเกิดแต่ปอด อุธรวาตา  จักษุเพื่อเตโช ลมในจักษุเพื่อช้ำ
เส้นสหัสรังษีด้านหลัง    กำเริบ มีผลทำให้เกิดโรคและอาการดังนี้    ลมทำให้น้ำจักษุไหล  ลมให้แสบจักษุ  ลมให้จักษุวิ่ง  ลมจักษุเป็นกุ้งยิง ลมเบื้องต่ำให้หลับ ลมนอนมิหลับ ลมกระทำให้หลับ ลมให้เสียดจักษุ ลมขึ้นจักษุเพื่อกล่อน
 เส้นทุวารี  หรือ ทวารี,ตาขวา
ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นทุวารี ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องจากสะดือ มาทางขวามือ 3 นิ้ว แล่นไปที่ขาขวาด้านในถึงฝ่าเท้า แล่นผ่านโคนนิ้วเท้าทั้งห้า แล้ววกกลับมาสันหน้าแข้งขวา แล่นผ่านราวนมขวา รอดไหปลาร้า รอดขากรรไกร ไปสุดที่ใต้ตาขวา เรียกว่า เส้นรากตาขวา
2 มีตำแหน่งอยู่ข้างขวาของสะดือ ห่างออกไป 2 นิ้ว และอยู่ห่างจากเส้นปิงคลา 1 นิ้ว อยู่ลึกลงประมาณ 2 นิ้ว แนวแล่นของเส้นคล้ายกับเส้นสหัสรังสี แต่แล่นด้านขวา แนวแล่นของเส้นดังนี้
-    แล่นลงไปที่ต้นขาซวาด้านใน
-    แล่นผ่านบริเวณข้างกระดูกข้อเข่าด้านใน
-    แล่นต่อลงไป ริมข้างกระดูก สันหน้าแข้งด้านใน ผ่านชิดหน้าแข้งถึงตาตุ่ม ด้านใน
-    แล่นผ่านริมฝ่าเท้าด้านในทั้งหมด วกผ่านโคนนิ้วเท้าทั้งห้า
-    และวก ผ่านริมฝ่าเท้าด้านใน วกผ่านโคนนิ้วเท้าทั้งห้า
-    และวกผ่านริมฝ่าเท้าด้านนอก ผ่านส้นเท้าด้านนอก
-    แล่นขึ้นผ่านบริเวณข้างกระดูกข้อเข่าด้านนอก
-    แล่นขึ้นแนวต้นขาด้านนอก วิ่งเข้าโคนขาด้านหน้า แล้วผ่านไปที่ท้อง
-    แล่นผ่านขึ้นไปบริเวณท้อง
-    แล่นขึ้นไปบริเวณนม ขึ้นผ่านลำคอด้านหน้า
-    และแล่นขึ้นไปบริเวณใบหน้าในบริเวณตาข้างซวา เข้าในโพรงตา

          เส้นทุวารีกำเริบ มีผลให้เกิดโรคและอาการดังนี้    ตาลืมไม่ขึ้นวิงเวียน ปวดตามาก ถ้าทุวารีกำเริบ  ปวดตาทั้ง2 ข้างแต่บางครั้งเจ็บที่ข้างขวาข้างเดียว เรียกว่า ทิพจักขุขวา  ทำให้ตาพร่า มองไม่เห็นถ้าเส้นนี้ เป็นบ่อยๆจะเกิดเป็นโรคปัตคาตเกิดจากการรับประทานน้ำมันมะพร้าวอันมันหวาน จัด บ่อยๆ                          
          เส้นทุวารีด้านหน้า   กำเริบมีผลให้เกิดโรคและอาการดังนี้   แก้จักษุขวา ลืมจักษุมิขึ้น ลมแสบจักษุ  ลมเคืองจักษุ ลมเขม่นจักษุ  ลมเกิดแต่ตับ ลมมิให้นอนหลับ ลมขึ้นจักษุเพื่อกล่อน 
เส้นจันทภูสัง  หรือ ลาวุสัง
ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นจันทภูสัง ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องจากสะดือมาทางซ้าย 4 นิ้ว แล่นผ่านราวนมซ้าย รอดไหปลาร้า รอดขากรรไกร ไปสุดที่หูขวา เรียกว่า เส้นรากหูซ้าย
2 อยู่ที่ข้างซ้ายของสะดือ ห่างออกไป ประมาณ 3 นิ้ว อยู่ลกลงไปประมาณ 2 นิ้ว แนวแล่นของเส้นดังนี้
-    แนวเส้นแล่นขึ้นไปราวนมข้างซ้าย
-    แล่นขึ้นผ่านก้านคอ แนบชิดก้านคอ
-    และแล่นขึ้นไปหลังหูเข้าไปในหูข้างซ้าย

เส้นจันทภูสัง   เมื่อกำเริบ หรือพิการมีผลทำให้เกิดโรคแทรกและอาการดังนี้ 
            เส้นจันทภูสังด้านหน้า   เมื่อกำเริบ หรือพิการมีผลทำให้เกิดโรคแทรกและอาการดังนี้   ลมในโสตหนัก ลมให้ปวดในโสต ลมโสตดั่งมะมี  ลมออกโสตให้คัน  ลมให้นอนมิหลับ ลมให้เบื่ออาหารไม่มีรส  ลมให้เมื่อยจำหระเบื้องซ้าย
เส้นจันทภูสังด้านหลัง    เมื่อกำเริบ หรือพิการมีผลทำให้เกิดโรคแทรกและอาการดังนี้    ลมโสตตึง  ลมปวดในโสต  ลมฮึงในโสต ลมบริโภคอาหารไม่มีรส  ลมให้เมื่อยจำหระเบื้องซ้าย ลมในดันในโสต  ลมนอนมิหลับ
          วิธีแก้ นวดใบหู ตามเส้นข้างต้น จำ ทำให้เรียกชื่ออื้ออึงหายแต่ถ้ายังไม่ได้ยิน เสียงแสดงว่า เกิดลมชื่อ ทาระกรรณ์ให้กลับมานวดที่สะเอวด้วยแล้วคลึงตามเส้นขึ้นไปใหม่พร้อมกับกินยา ประกอบกัน
เส้นรุทัง   หรือ อุรังกะ
ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นรุทัง ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้อง จากสะดือมาทางขวามือ 4 นิ้ว แล่นผ่านราวนมขวา รอดไหปลาร้า รอดขากรรไกร ไปสุดที่หูขวา เรียกว่า เส้นรากหูขวา
2 อยู่ที่ข้างซวาของสะดือ ห่างออกไป ประมาณ 3 นิ้ว อยู่ลกลงไปประมาณ 2 นิ้ว แนวแล่นของเส้นดังนี้
-    แนวเส้นแล่นขึ้นไปราวนมข้างขวา
-    แล่นขึ้นผ่านก้านคอ แนบชิดก้านคอ
-    และแล่นขึ้นไปหลังหูเข้าไปในหูข้างซวา

          เส้นรุทังเมื่อกำเริบหรือพิการมีผลให้เกิดโรคและอาการคือหูตึง ลมออกหู  เกิดลมชื่อคะพาหุ ทำให้มีอาการหูตึง 
          เส้นรุทังด้านหน้า    เมื่อกำเริบหรือพิการมีผลให้เกิดโรคและอาการคือ ลมให้โสตตึง  ลมปวดในโสต ลมฮึงในโสต  ลมดันในโสต  ลมนอนมิหลับ  ลมให้บริโภคอาหารไม่มีรส ลมให้เมื่อยให้เสียว จำหระเบื้องขวา
เส้นรุทังด้านหลัง    เมื่อกำเริบหรือพิการมีผลให้เกิดโรคและอาการคือ    ลมให้โสตหนัก ลมให้ปวดในโสต  ลมให้ฮึงในโสต  ลมให้นอนมิหลับ ลมให้คอแห้งหาน้ำเขละมิได้ แก้ลมให้เมื่อยจำหระเบื้องขวา ลมดันในโสต  
          วิธีแก้ นวดใบหู ตามเส้นข้างต้นจะทำให้เรียกชื่ออื้ออึงหาย แต่ถ้ายังไม่ได้ยินเสียงแสดงว่าเกิดลมชึ่งให้กลับมานวดที่สะเอวด้วยแล้วคลึงตามเส้นขึ้นไปใหม่พร้อมให้ยากิน ประกอบกัน
 
เส้นสิขินีหรือ คิชฌะ
ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นสิขินี ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องใต้สะดือ 3 นิ้ว เวลากดเยื้องขวาเล็กน้อยแล่นไปที่ทวารเบา
2 มีตำแหน่งต่ำ จากสะดือ ห่างลงมาประมาณ 2 นิ้ว และอยู่ลึก ลงไป ประมาณ 2 นิ้ว แนวแล่นของเส้นออกไปดังนี้
-    แนวเส้นแล่นลงไปใน หัวเหน่า ไปที่องคชาติผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิง จะเข้าไปในบริเวณ อวัยวะเพศหญิง

เส้นสิขินีกำเริบมีผลให้เกิดโรคและอาการคือ    เสียด สีข้าง ขับเบาปัสสาวะขุ่น เจ็บหัวเหน่าเกิดลมเรียก ราทยักษ์ เกิดจากเอ็น ขององคชาด ร้าว หม่นหมองเกิดเพราะน้ำกามถูกกั้นไว้ตกออกเวลากำหนัด  หรือน้ำกามก่อโทษ เกิดมีน้ำหนองไหล( หนองใน)สำหรับสตรี มีอาการจากปัญหาของโลหิต เกี่ยวกับมดลูก เกิดเจ็บท้องน้อย เจ็บสีข้างและเอว เส้นสิขินี  ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะระบบขับถ่ายของเสีย ไตท่อไต  กระเพาะปัสสาวะจุดสำคัญจะอยู่บริเวณท้อง ท้องน้อย  มีที่อก และขาบ้าง
          เส้นสิขินีด้านหน้า   กำเริบมีผลให้เกิดโรคและอาการคือ    ลมมุตกิต  ลมแสบปัสสาวะ ขบลำปัสสาวะ คันลำปัสสาวะ ปัสสาวะขาวขุ่น  ปัสสาวะแดง  ลมล่างลำปัสสาวะ ลมกระไสยกล่อน ลมให้เสียว ลมสำหรับบุรุษ  ลมอะติสารบูด ลมปัต.ฆาต  ลมสันฑฆาต  ลมมุตฆาต ลมองคสูตร ลมเสียวปัสสาวะ  ลมรัตฆาต ลมให้แสยงขน
เส้นสิขินีด้านหลัง   กำเริบมีผลให้เกิดโรคและอาการคือ    ลมคลุ้มคลั่ง ลมเบื่ออาหาร ลมให้เสียวคราวข้าง  ลมบวมน้ำหนองในกองปะระเมหะ  ลมบังเกิดในกองทุราวสา ลมปวดบุพโพ  ลมปัสสาวะดำ
          วิธีแก้ นวดเส้นที่ขวางเส้นดังกล่าว  แก้สะเอว  ตะโพก  นวดท้องน้อยให้คลาย  แล้ว แต่งยาให้รับประทาน
เส้นสุขุมัง หรือ นันทะกะหวัด
ผู้รู้ได้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวเส้นสุขุมัง ไว้ใกล้เคียงกันดังต่อไปนี้
1 ตั้งต้นที่กึ่งกลางท้องใต้สะดือ 3 นิ้ว ให้กดเยื้องซ้ายเล็กน้อยไปที่ทวารหนัก  
2 มีตำแหน่งอยู่ต่ำ จากสะดือ ห่างลงมา ประมาณ 1 นิ้ว อยู่ลึกลงไปประมาณ 2 นิ้ว แนวแล่นของเส้นดังนี้
-    แล่นลงไปบริเวณหัวเหน่า
-    แล้วแล่นกระหวัด (ขด) ทวารอุจจาระ
-    แล้วยังกระหวัด ทวารปัสสาวะ
  

เส้นสุขุมมัง    พิการมีผลให้เกิดโรคและอาการดังนี้   ตึงบริเวณทวารรับประทานอาหารเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง เส้นสุขุมังเกี่ยวข้องกับระบบขับถ่ายอุจจาระเป็นส่วนใหญ่ เป็นเส้นบริเวณ ทวารหนัก ฝีเย็บ ส่วนอาการอื่นที่อาจสืบเนื่องกันได้แก่ ประสาทวากัส ควบคุมอาเจียน  สะอึก  สะอื้น  การทำงานของกระบังลมการหอบเหนื่อย
           เส้นสุขุมังด้านหน้า    พิการมีผลให้เกิดโรคและอาการดังนี้    ไอเพื่อเสมหะ  ลมทำให้หอบ ลมทำให้เหนื่อย ลมเพื่อลง  ลมสอึก ลมทำให้สอื้น  อาโปกำเริบ  ลมให้ลงท้อง ลมเท้าเย็น  ลมอาเจียน มือบวม ลมอุจจาระมีกลิ่นร้าย ลมให้ปวดอุจจาระ  ลมกองอุจจาระธาตุ  ลมเข่าเพื่อลม ลมเมื่อยเบื้องต่ำ ลมบวมเท้า  ลมกองอะติสาร 
เส้นสุขุมังด้านหลัง   พิการมีผลให้เกิดโรคและอาการดังนี้     ลมให้หายใจขั้ง  ลมให้เรอ ลมให้หอบ  โสภะโรค มูกเลือด  อุจจาระธาตุพิการ  บรมอะติสาร กระหายน้ำ  ร้อนเกินกำหนด ลมให้เหนื่อย  ลมสอึก ราก  ลงโลหิต  ปวดเป็นบิด ลงอะติสารโรค  บาทเท้าทั้งสอง  ลมคูถทวารตึง  ปวดท้องสุขุมัง 
          วิธีแก้ นวดเส้นท้องน้อย  โดยกดให้รู้สึกเสียวไปที่ทวาร ทำให้ฝีเย็บถูกเผยออกเกิดการเบ่งอุจจาระ
ข้อมูลจาก  piakpatihan.com/watpo.com

นวดฝ่าเท้า

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการนวดฝ่าเท้า
พื้นฐานของการนวดฝ่าเท้า
คือ การนวด หรือการกระทำที่ฝ่าเท้า เพื่อป้องกัน และรักษาโรคที่เกิดขึ้นในร่างกาย
 ผลจากการนวดเท้า
อันดับแรก ต้องตรวจดูตำแหน่งที่มีปมใต้ผิวหนัง บริเวณเท้า เรียกปมนี้ว่า "Crystalline" หรือ "Gritt" อยู่ใต้ผิวหนังลึกลงไป ถ้าอยู่ตำแหน่งตรงใด ก็จะหมายถึง อวัยวะตามแผนผังบนฝ่าเท้านั้น มีปัญหา ซึ่งปมเหล่านี้ เมื่อกดลงไป จะรู้สึกเจ็บมาก แม้จะกดเบาๆ ก็ตาม
การกดเพื่อรักษา ใช้ขอบของนิ้วกดลงไป แล้วหมุนนิ้วตามเข็มนาฬิกา กดลงไปลึกๆ โดยมิทำให้เจ็บ แล้วเน้นจุดที่เจ็บอย่างสั้นๆ แล้วพัก ในการใช้นิ้วกด บางคนใช้กำมือ ให้นิ้วกางยื่นออกมา ใช้ข้อนิ้วกดแทนนิ้วหัวแม่มือ และบางรายใช้ไม้ ทำเป็นแท่งกากะบาด ใช้ปลายมนเรียบกดแทนนิ้ว เป็นเครื่องทุ่นแรง แต่กรณีดังกล่าว ต้องควบคุมน้ำหนักให้ดี อาจทำให้เจ็บมาก และเป็นอันตรายต่อเส้นเอ็นที่เท้าได้
 ประโยชน์ของการนวดฝ่าเท้า
การนวดเท้าเป็นการกระตุ้น การทำงานของระบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถแก้ปัญหาพวกติดเชื้อ พวกผิดปกติของโครงสร้าง การอุดตันของลำไส้ ขาหักอุบัติเหตุ และได้ผลดีในบางกลุ่ม เช่น ท้องผูก หืด เครียด ปัญหาที่กระเพาะปัสสาวะ ปวดศรีษะ โรคไต นิ่วในถุงน้ำดี ไมเกรน หรือแม้แต่พวกไซนัส ปัญหาการอ้างถึงประสิทธิผล ในการรักษาโรคดังกล่าวนี้ เป็นที่ถกเถียงถึงประสิทธิผล ว่าจะเป็นจริงอย่างไร อย่างไรก็ตาม มีผู้พยายาม และอธิบายการทำงาน หรือผลจากการนวดฝ่าเท้านี้
 การทำงานหรือผลการนวดฝ่าเท้า
เป็นที่ยอมรับกันว่าอวัยวะในร่างกาย จะแสดงสัมพันธ์ กับบริเวณผิวหนัง ซึ่งมีปลายประสาท จากจุดร่วมเส้นประสาทเดียวกัน เช่น การมีปัญหาที่กระบังลม (Diaphragm) จะแสดงออกที่หัวไหล่ เป็นต้น เป็นที่ยอมรับกันว่า ถ้ากระตุ้นที่ผิวหนัง ส่งผลต่ออวัยวะภายใน ซึ่งมีผลการวิจัยในสัตว์ทดลองมากมาย ที่พิสูจน์ทฤษฎีนี้

แผนภูมิแสดงจุดเกี่ยวกับอวัยวะบนฝ่าเท้า
   


แผนภูมิแสดงจุดเกี่ยวกับอวัยวะบนหลังเท้า

การทำงานของการนวดเท้า อยู่บนพื้นฐานหลักการว่า อวัยวะทั้งหมดของร่างกาย แสดงออกสัมพันธ์ กับบริเวณเท้าทั้งหมด ซึ่งอวัยวะส่วนใหญ่ อยู่บริเวณส้นเท้า และกระจายไปสู่ปลายเท้า ตามแผนภูมิบนฝ่าเท้า

จากแผนภูมิแสดงถึง ฝ่าเท้าสัมพันธ์ กับอวัยวะต่างๆ เมื่อกดไปบริเวณดังกล่าว จะเป็นการกระตุ้นอวัยวะต่างๆ ในกรณีนี้คือ ภาวะปกติ สำหรับกรณีที่ผิดปกติแล้ว เกิด "Crystls" ในเท้านั้น มิสามารถอธิบายได้ แม้จะมีการทดลองผ่าศพดู ก็ไม่พบอะไร เชื่อว่าน่าจะเป็นปม ของเนื้อเยื่อ เรียกว่า "Fibrositic nodules" ซึ่งปกติ ก็ไม่สามารถจะผ่าตรวจดูได้

แผนภูมิแสดงจุดเกี่ยวกับอวัยวะบนเท้าด้านใน


แผนภูมิแสดงจุดเกี่ยวกับอวัยวะบนเท้าด้านนอก

อย่างไรก็ตาม การอธิบายในแผนปัจจุบัน อธิบายได้ยาก เพราะไม่มีการเชื่อมต่อ ของประสาท ระหว่างอวัยวะ กับบริเวณเท้า หรือแม้แต่จะพยายาม อธิบายโดยเส้น "เมอริเดียน" ของจีน ก็ยังอธิบายไม่ได้หมดทุกจุด เพราะบางเส้น ก็มิได้ผ่านไปที่เท้า จึงสรุปว่าการทำงาน ยังหาข้อสรุปไม่ได้ อาจเป็นพลัง หรืออะไรก็ได้

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นหนึ่ง ที่ยังมิได้พิสูจน์ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่เซลล์ที่เท้า สามารถหลั่งสารเคมี เช่นเดียวกับอวัยวะต่างๆ ที่มีจุดเริ่มต้นจากเซลล์ บริเวณเดียวกัน เมื่อเป็น Embryo เมื่อตอนแยกแบ่งตัว ส่วนหนึ่งไปเป็นส่วนหัว อีกส่วนไปเป็นส่วนหาง เซลล์ที่มาจากจุดเดียวกัน เมื่อถูกกระตุ้น จะหลั่งสารเดียวกันออกมา มากขึ้น และไปตามระบบไหลเวียน สารเคมีเหล่านั้น อาจมีส่วนทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดี หรือถูกกระตุ้นไปด้วย ปัจจุบันความเชื่อ เรื่องเซลล์หลั่งสารเคมี นับวันจะมีมากขึ้น เช่น การผ่าตัดสมองทิ้งไปทั้งซีกได้ โดยไม่เกิดอัมพาตแต่อย่างใด โดยเซลล์ดีๆ อีกข้างหนึ่ง ทำหน้าที่หลั่งสารเคมีออกมา กระตุ้นเซลล์ประสาทแทน การมีเซลล์เสียๆ ไม่ปกติ เสียอีกทำให้เป็นอัมพาตได้ ผู้เขียนจึงค่อนข้างเชื่อว่า ปม "Crystal" คือ สารบางอย่าง ที่หลั่งออกมา จากเซลล์อวัยวะภายใน ซึ่งผิดปกติ ป่วยเป็นโรค แล้วสารนั้น มาทำให้เซลล์ บริเวณเท้าเกิด Fibrotic nodule ขึ้น และเจ็บปวด เมื่อถูกกดไปด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นการนำการนวดฝ่าเท้ามาใช้ น่าจะเกิดประโยชน์อย่างดี ในกรณีกระตุ้นร่างกาย โดยเป็นการป้องกันโรค หรือส่งเสริมสุขภาพ ส่วนในการรักษานั้น คงต้องศึกษากันต่อไป

 การนวดเท้าในแผนไทย

ในทฤษฎีการนวดไทยเรื่องเส้นสิบ มีเส้นที่แล่นไปที่เท้าหลายเส้น ได้แก่

1. เส้นอิทา ปิงคลา สุมนา และกาลธารี แต่จุด และเส้นดังกล่าว บริเวณเท้า เมื่อขัดข้อง ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับเท้าโดยตรง ไม่ได้ไปเกี่ยวพัน กับอวัยวะอื่น เช่น แก้ลมข้อเท้า ร้อนหลังเท้า แก้ตะคริว แก้กล่อน เป็นต้น

2. เส้นสหัสรังษี และทุวารี เป็นเส้นที่ไปที่เท้าด้วย เมื่อขัดข้องจะเกี่ยวข้องกับตาทั้งสองข้าง เช่น แก้ลม เสียวจักษุ แก้จักษุเพื่อกล่อน ลมแทงจักษุ แก้จักษุเพื่ออันฑพฤกษ์ แก้ลมจักษุเพื่อช้ำใน ความเชื่อพื้นบ้านไทย เมื่อเจ็บตา ฝุ่นเข้าตา ให้กลั้นลมหายใจ แล้วใช้น้ำรดหัวแม่เท้า จะหายเคืองตา นับเป็นเส้นที่แสดงความเชื่อมต่อ ระหว่างเท้ากับอวัยวะอื่น ที่ห่างกัน

3. เส้นสิขิณี และสุขุมัง เป็นอีกสองเส้น ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวคือ เส้นสิขิณีไปที่เท้า มีผลต่อระบบปัสสาวะ ได้แก่ แก้ลมปัสสาวะดำ และลมปัสสาวะเหลือง ส่วนเส้นสุขุมัง แก้ร้อนเกินกำหนด แก้กระหายน้ำ แก้ลมแสยงขน แก้ลมทำให้เสียว แก้กองลมอติสาร จะเห็นได้ว่า แม้ไม่ระบุอวัยวะชัดเจน แต่ก็มีผลต่อระบบขับถ่าย และระบบอัตโนมัติอื่นๆ ที่มิได้เกี่ยวข้อง กับโรคของเท้าโดยตรง

นับว่าคนไทย มีเรื่องการนวด และการกดจุดบนเท้า ด้วยเช่นกัน มีการกดจุดที่อวัยวะหนึ่ง แล้วไปมีผลต่ออวัยวะ หรือระบบอื่นๆ ที่ห่างออกไป โดยมิสามารถอธิบาย ถึงประสาทที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แบบแพทย์แผนปัจจุบัน การนวดเท้าของไทย ไม่มีแผนที่เกี่ยวข้อง กับอวัยวะอย่างละเอียดแบบจีน แต่เป็นการนวดแบบโดยรวม กระตุ้นทั้งหมดตามแนวเส้นต่างๆ เป็นการกระตุ้นเส้นสาย ให้ลมเดินสะดวก โดยเริ่มที่ฝ่าเท้า หลังเท้า แล้วไปที่ขา เป็นต้น

บทความ จาก สถาบันแพทย์แผนไทย