แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังธรรมชาติบำับัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังธรรมชาติบำับัด แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิธีขจัด พลังงานด้านลบ

พลังงานด้านลบที่อาจเกิดขี้น หลังการบำบัดให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่อาจเกิดจากการถ่ายเทพลัง(ด้านดีออกไปรักษา ด้านลบอาจไหลเข้ามาแทน หรือ เหตุนั้นอาจเกิดจาก เจ้ากรรมนายเวรของเขาไม่พอใจ หรือ อ่อนประสพการ์ณ หรือ อะไรก็ตามที่สุดจะคาดเดา ส่งผลให้ผู้บำบัดเกิดอาการ ปวดเมื่อย ชาตามร่างกาย คลื่นไส้ เวียนศรีษะ เป็นต้น วิธีแก้ไขที่พอจะค้นหามาได้ตอนนี้  
ได้มาจากสมาชิกเว็บพลังจิต ที่ชื่อ RuamJit ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย 




ได้ผลหรือไม่ ลองดูก็ไม่ได้เสียหายอะไร แผ่เมตตาเป็นอาจิณอยู่แล้ว











"ขับพลังออก ซึ่งอาจใช้ในกรณีที่มีพลังมากเกินไป หรือใช้กำจัดพลังที่ปนเปื้อน วิธีง่ายๆก็คือ หาต้นไม้ใหญ่ๆสักต้น เพื่อถ่ายออก และทำให้เกิดการไหลเวียนของพลังงาน (รูป)
ยืนสบายๆ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสกับพื้นดิน ขณะที่ฝ่ามือทั้งสองแนบสนิทกับต้นไม้อย่างสบายๆ แล้วจินตนาการให้พลังไหลจากมือไปยังต้นไม้ ลงไปยังรากแก้วที่อยู่ลึกลงไปในพื้นดิน ขณะที่เท้าดูดซับพลังงานจากพื้นดินขึ้นมาเป็นวงจร ทำซ้ำๆกันอย่างนั้น ตามลักษณะของลมหายใจ กล่าวคือเมื่อหายใจเข้า พลังก็ไหลเข้ามาในตัวผ่านเท้า หายใจออกพลังไหลออกไปยังต้นไม้ โดยพลังไหลผ่านทางฝ่ามือ ควรทำอย่างน้อย 10 รอบลมหายใจ
แค่เอามือแตะต้นไม้ แล้วนึกเอาน่ะหรือ ฟังดูง่ายๆ ?
ทีแรกตอนที่อาจารย์ได้สอนวิธีนี้แก่ผม ผมก็ไม่อยากเชื่อนัก พอดีช่วงนั้นผมมีปัญหาหัวใจเต้นผิดปกติ ( PVC ) เนื่องจากกินกาแฟมากไปหน่อย หลังจากลองปฏิบัติดูตามที่กล่าวนี้ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะหายไปอย่างปลิดทิ้ง ภายในเวลาเพียงแค่ 2 นาที เรียกว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากทีเดียว

การแผ่เมตตา เผื่อแผ่แก่สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯที่อยู่รอบๆตัว อาจใช้บทสวด “สัพเพ สัตตา …” พร้อมทั้งบทแปล “สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ ……” ก็ได้
วิธีการนี้ สามารถใช้แก้เรื่องพลังงานด้านลบลงไปได้
เรื่องของผลข้างเคียงที่เกิดจากการฝึกชี่กงนั้น โชคดีที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆนัก ที่เจอก็มีอาการไม่มากและหายได้เอง หรือใช้วิธีการต่างๆแก้ไขกันได้ แต่หากลองแล้วอาการต่างๆก็ยังไม่ดีขึ้นเสียที ก็อาจต้องให้อาจารย์ชี่กงช่วยจี้สกัดจุด หรือขับพิษออกไปเสียบ้าง ก็น่าจะเป็นทางออกไม้ตายสุดท้ายครับ"





_______________________________________________________________________________

เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนการบำบัดทุกครั้ง ต้องตั้งจิตรำลึกถึงครูบาอาจารย์ ที่เราเคารพบูชาเสมอ ด้วยการสวดบูชา และว่าคาถาปัดเป่า หลังการบำบัดก็ต้องรีบล้างมือ ล้างตัวให้สะอาด พร้อมทั้งว่าคาถาไปด้วย ทุกครั้ง

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ศิลปะบำบัดของเรกิ: Healing กับพลังจักรวาล

เรกิ ความหมายและความเป็นมา
    “เรกิ” (Reiki) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่น โดย เร นั้นอาจหมายถึง ความรู้ทางจิต จิตวิญญาณที่ได้รับการอบรม หรือจักรวาล ส่วน กิ หมายถึง พลัง ลมหายใจ หรือความมีชีวิต ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับคำว่าชี่ ในภาษาจีน และคำว่าปราณ ในภาษาสันสกฤต เมื่อมารวมกันแล้ว เรกิ จึงหมายถึง พลังชีวิตจากจักรวาล

บันทึกความเป็นมาของเรกิ
    เรกิ เป็นการบำบัดรูปแบบหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน จากการค้นคว้าของ ดร.มิคาโอะ อุซูอิ (Dr.Mikao Usui) ชาวญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญา ศาสนา และธรรมชาติบำบัด โดยมีรากฐานมาจากแนวทางปฏิบัติของลามะทิเบต ที่นำพลังจากธรรมชาติมาใช้ฝึกจิตให้สงบเพื่อเข้าสู่สภาวธรรม และได้เผยแพร่สู่พุทธศาสนานิกายมหายาน ในแถบประเทศจีนและญี่ปุ่น
    ดร.อุซูอิ ได้นำสิ่งที่ตนรู้มาเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางบำบัดโรคตามธรรมชาติ โดยมีลูกศิษย์คนสำคัญ คือ นายแพทย์จุชิโร ฮายาชิ แพทย์นาวิกโยธิน ผู้พัฒนาเรกิบำบัดจนเป็นรูปเป็นร่างในปัจจุบัน และอีกท่านซึ่งมีส่วนในการเผยแผ่เรกิไปทั่วโลกคือ คุณฮาวาโยะ โทคาตะ สตรีชาวญี่ปุ่นในฮาวายผู้โดนรุมเร้าด้วยโรคภัย  จนได้มาพบเรกิบำบัดบนแผ่นดินเกิด ช่วยเยียวยาเธอจนหายดี และเพื่อช่วยให้คนอื่นหายจากโรคเช่นเดียวกับเธอ โทคาตะจึงนำเรกิบำบัดไปเผยแผ่ยังสหรัฐอเมริกา ทำให้เรกิเป็นที่รู้จักในวงกว้างจนถึงทุกวันนี้
    จากผลงานของบรมครูเรกิทั้ง 3 ท่าน เป็นที่คาดหมายว่าปัจจุบันมีผู้ใช้เรกิบำบัดกว่าล้านคน และมีเรกิมาสเตอร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเรกิอีกกว่า 50,000 คนทั่วโลก
    ซึ่งนอกจากเรกิมาตรฐานสายตรงจากดร.อุซูอิ ยังมีเรกิสายอื่นแตกแขนงออกมาอีกมากมาย เช่น เรกิสายยุโรป หรือเคลติก เรกิ
Celtic Reiki เรกิสายยุโรป
    เคลติก เรกิ (Celtic Reiki) เป็นเรกิในแบบฉบับชาวยุโรปเชื้อสายเคลป์ ที่ผสมผสานระหว่างเรกิมาตรฐานกับความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติ เรกิสายนี้มีความเชื่อว่าเราสามารถรับพลังงานจากจักรวาลได้ผ่านทางต้นไม้ 25 ชนิด เช่น เฟอร์ เบิร์ช ฮอว์ธอร์น วิลโลว์ ไอวี่ และฮันนี้ซัคเกิ้ล โดยการสัมผัสต้นไม้หรือแวดล้อมไปด้วยต้นไม้เหล่านี้ จะทำให้ได้รับพลังจักรวาลและบำบัดอาการต่างๆ ได้ตามแต่คุณสมบัติของต้นไม้แต่ละชนิด
    หากอยากลองสัมผัสพลังธรรมชาติตามแบบเคลติก เรกิ ลองนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ๆ หรือสัมผัสลำต้นของต้นไม้ดู  แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าช่วยบำบัดอาการต่างๆ ได้จริงเท็จแค่ไหน แต่ออกซิเจนที่ต้นไม้คายออกสู่บรรยากาศและพลังอื่นๆ ที่แผ่ออกสู่ร่มเงาไม้ล้วนมีส่วนให้เกิดความสุข สงบ และสดชื่นที่รู้สึกได้เช่นกัน
เอกลักษณ์ของเรกิ
    เรกิ เป็นการบำบัดที่มีเอกลักษณ์และจุดเด่นตรงที่ไม่ใช่ศาสนา หรือลัทธิ ไม่มีข้อห้าม ไม่มีผลข้างเคียง และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการบำบัด สิ่งเดียวที่ผู้ทำเรกิและผู้รับการบำบัดต้องมี คือ ความเชื่อในพลังธรรมชาติและยึดกฎ 5 ข้อ (Principle of Reiki) อันเป็นแนวปฏิบัติซึ่งคล้ายคลึงกับคำสอนในพุทธศาสนา ได้แก่
  1. ฉันจะไม่โกรธ
  2. ฉันจะไม่กังวล
  3. ฉันจะสวดมนตร์ภาวนา
  4. ฉันจะทำงาน (ด้านพัฒนา จิตวิญญาณ) อย่างซื่อสัตย์
  5. ฉันจะมีเมตตาต่อทุกสรรพชีวิตบนโลก
โดยกฎทั้ง 5 ข้อมีพื้นฐานสำคัญว่า ต้องอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่กังวลเรื่องอนาคตหรือจมอยู่กับอดีต
เรกิบำบัดทำอย่างไร
    เรกิ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใช้เสริมการรักษาโรคร่วมกับวิธีทางการแพทย์แผน ปัจจุบัน ในการทำเรกิผู้ป่วยจะต้องได้รับการบำบัดโดยเรกิ มาสเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งผ่านพลังจากจักรวาลเข้าสู่จักระทั้ง 7 จุดในร่างกาย อันได้แก่ 1.กระหม่อม (crown chakra) 2.หว่างคิ้ว (3rd eye chakra) 3.คอ (throat chakra) 4.หัวใจ (heart chakra) 5.ลิ้นปี่ (solar plexus chakra) 6.ส่วนท้อง ใต้สะดือลงไป 2 นิ้ว (sacral chakra) 7.อวัยวะเพศ (root chakra) เพื่อปรับสมดุลทางเคมี ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ
    โดยเรกิ มาสเตอร์ ที่ผ่านการฝึกฝนและเปิดจักระแล้วจะสามารถรับพลังจักรวาลผ่านการทำสมาธิ และส่งผ่านพลังนั้นทางฝ่ามือเพื่อให้คลื่นพลังไหลเวียนทั่วร่างกายผู้ป่วย ใช้เวลาราว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยของแต่ละคน ลองนึกภาพการถ่ายพลังรักษาโรคที่พบเห็นได้ในหนังจีนกำลังภายใน นั่นเป็นวิธีที่คล้ายกับการทำเรกิมากค่ะ
    อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยอาจศึกษาเรกิ เพื่อบำบัดตนเองได้เช่นกัน โดยการเรียนมี 3 ระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ที่สามารถนำพลังจักรวาลมาดูแลตนเองและผู้อื่นได้ โดยเรกิมาสเตอร์จะเปิดจักระให้ผู้เรียนก่อน และสอนตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของเรกิ ตลอดจนการทำสมาธิ การดูออร่า และการถ่ายทอดพลังจักรวาล ระดับพัฒนา จะเป็นการเรียนรู้สัญลักษณ์เพื่อนำพลังจักรวาลมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นรวมทั้งเพื่อใช้ขจัดพลังไม่ดีออกจากสถานที่บำบัด และระดับสูงหรือมาสเตอร์ เป็นเรกิขั้นสูงสุดที่สามารถเปิดจักระให้ผู้อื่นได้

เรกิกับวิทยาศาสตร์และการแพทย์
    ปัจจุบัน เรกิบำบัด นิยมใช้ในหลายประเทศทั่วโลกเพื่อช่วยในการรักษาโรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis) รวมทั้งความเครียดและอาการแพนิก เพราะการบำบัดจะเข้าไปปรับสมดุลพลังงานในร่างกายให้ระบบต่างๆ ทำงานดีขึ้น   
    โดยในประเทศสหรัฐอเมริกามีการทดลองมากมายเกี่ยวกับการใช้เรกิบำบัดผู้ป่วย  ตัวอย่างเช่น การทดลองโดยทีมนักวิจัยจาก University of Texas Houston Health Science Center  ซึ่งทดสอบวัดอุณหภูมิ  ความดันโลหิต และการตอบสนองของกล้ามเนื้อผู้ป่วยที่ทำเรกิบำบัด  ผลการวิจัยสรุปว่าผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย และมีภูมิต้านทานสูงขึ้น  จากการไหลเวียนโลหิตที่สมดุลและความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ  และปริมาณน้ำลายที่เพิ่มขึ้น 
    อีกหนึ่งการทดลองที่น่าสนใจโดยมหาวิทยาลัยเยล คือ การทดสอบกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 20 ราย โดยให้ผู้ป่วย 10 รายใช้เรกิบำบัดควบคู่กับการรักษาตามปกติ ส่วนอีก 10 รายใช้วิธีรักษาตามปกติ  พบว่า  ผู้ป่วยกลุ่มแรกมีอาการดีขึ้นกว่ากลุ่มที่สองมาก โดยผู้ป่วยเริ่มแข็งแรงขึ้นและตอบสนองต่อการรักษาทางทางการ
เรกิในเมืองไทย
    ปัจจุบัน เรกิในเมืองไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายและถือว่าค่อนข้างใหม่ อีกทั้งยังมีคนเพียงจำนวนไม่มากที่รู้จักและใช้เรกิเพื่อบำบัดโรค โดยมากจะพบการบำบัดเรกิได้ในสปาชั้นนำ ศูนย์สุขภาพ หรือสถาบันแพทย์ทางเลือกแบบองค์รวม ที่ให้บริการเรกิร่วมกับการบำบัดแบบต่างๆ

เพิ่มเติม:


ความหมายเรกิ
เร กิเป็นภาษาญี่ปุ่น “เร” อาจหมายถึง ความรู้ทางจิตธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ พลังจิตแห่งจักรวาล พลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ หรืออาจหมายถึง องค์ความรู้ของพระเจ้าต่อสรรพสิ่งต่างๆ เพื่อการเข้าใจความเป็นคนเราอย่างสมบูรณ์ ส่วน “กิ” หมายถึง พลังชีวิต (life force) มีความหมายเช่นเดี่ยวกับ ฉี ในภาษาจีน หรือ ปราณ ในภาษาสันสกฤต หรือมานา ในภาษาดั้งเดิมของฮาวาย

เรกิ หมายถึง พลังชีวิตแห่งจักรวาล (universal life force) โดยมี “เร” ทำหน้าที่ในการนำทางพลังชีวิตที่เรียกว่า “กิ” ไปสู่การปฏิบัติ แนวความคิดของผู้ปฏิบัติระบบนี้เชื่อว่าเรกิมีคุณสมบัติที่จะนำตัวเองในการ ทำงาน หรือพลังเรกิมีปัญญาแห่งตนที่ไม่ตอบสนองต่อการเหนี่ยวนำหรือความสุขุมด้าน จิตของผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติเรกิผู้ปฏิบัติไม่ต้องใช้จิตเพื่อชี้นำพลังไปตามบริเวณที่บำบัด

ในปัจจุบันพบว่ามีผู้เยียวยาหลายคนที่ใช้พลังบำบัด แต่เป็นเพียงการใช้พลังชีวิตทั่วคือ กิ ในการเยียวยา การบำบัดโดยใช้ “กิ” นั้น เกิดจากจิตผู้ปฏิบัติเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของพลัง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ระบบเรกิผู้ปฏิบัติที่ใช้พลังเทคนิคการบำบัดด้วยพลัง รูปแบบอื่นสามารถเรียนรู้ระบบเรกิได้เพื่อพัฒนาศักยภาพในการบำบัด จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าบุคคลเหล่านี้เมื่อเรียนรู้ระบบเรกิเพิ่มเติม สามารถพัฒนาการรับรู้พลังที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ความแตกต่างของเรกิจากระบบการบำบัดอื่นคือ ระบบการถ่ายทอดความรู้เรกิ กล่าวคือ ผู้ศึกษาต้องได้รับปรับพลังเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงตัวเองกับแหล่ง พลังงานเรกิที่มีอยู่ในจักรวาล

เรกิไม่ใช่ศาสนา เรกิเป็นเรื่องของจิตที่เป็นธรรมชาติ เรกิจึงไม่ใช่หลักการด้านศาสนาหรือลัทธิ ไม่มีความเชื่อหรือระบบพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อเชิงศาสนาเดิมเมื่อตัดสิน ใจเรียนรู้เรกิ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความศรัทธาตามศาสนาที่ตนนับถือให้ข้อมูลว่าพวกเขามี ความก้าวหน้าในการปฏิบัติตามความเชื่อมากขึ้นเมื่อเรียนรู้และฝึกการบำบัด ระบบเรกิอย่างสม่ำเสมอ

เรกิไม่มีอันตราย การค้นคว้าเอกสารและประสบการณ์การใช้เรกิไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวกับอันตราย หรือภาวะแทรกซ้อนจากการบำบัดระบบเรกิ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ได้สั่งการเยียวยาใด ๆ และไม่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษา เพราะผู้ปฏิบัติไม่ใช่ผู้รักษาแต่เป็นเพียงช่องทางให้พลังเรกิผ่านไปยังผู้ ป่วยเพื่อให้เกิดการปรับสมดุลในร่างกายของผู้ป่วย

พลังไม่เคยถอย เนื่องจากการเยียวยาด้วยระบบเรกิผู้ปฏิบัติเป็นเพียงช่องทางที่พลังเรกิจา กบรรยากาศทั่วไปในจักรวาลไหลผ่านเพื่อไปสู่ผู้รับพลังเรกิ พลังของผู้ปฏิบัติจึงไม่ถูกใช้ในการเยียวยา ดังนั้นพลังของผู้ปฏิบัติจึงไม่ถดถอย ผู้ปฏิบัติไม่ปรากฎอาการอ่อนเพลียหลังจากเยียวยา และสามารถรักษาผู้ป่วยได้ต่อเนื่องหลายคน

การเยียวยาด้วยระบบเรกิมีลักษณะเด่นคือ
1. การเป็นผู้ปฏิบัติเรกิเกิดจากครูผู้สอนปรับร่างกายของผู้เรียนให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงเพื่อสามารถใช้เรกิในการเยียวยา ทำให้ทุกคนสามารถเรียนเรกิได้
2. ผู้เรียนไม่ต้องฝึกสมาธิ หายใจ หรือกิจกรรมอื่นเป็นระยะเวลานาน ต่อเนื่องเพื่อพัฒนาศักยภาพเป็นผู้ปฏิบัติเรกิ
3. พลังเรกิเป็นคลื่นที่มีความถี่สูงสามารถไหลเวียนหรือเคลื่อนไปตามตำแหน่ง ต่าง ๆ ในร่างกายที่มีการขาดความสมดุลของพลังงานได้อย่างอัตโนมัติ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องใช้จิตเป็นตัวนำเพื่อส่งผ่านพลังไปรักษา
4. เรกิไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติและผู้รับการเยียวยา
5. ผู้ปฏิบัติเรกิเป็นเพียงท่อส่งผ่านพลัง การเยียวยาจากระบบเรกิไม่ใช้พลังจากผู้เยียวยาทำให้เมื่อสิ้นสุดการรักษาผู้ ปฏิบัติไม่เสียพลังหรือมีอาการอ่อนเพลีย

เพิ่มอีกหน่อย
การรักษาโรคด้วยพลังเรกิ

การ รักษาด้วยพลัง
เรกิ  คือการส่งพลัง ไปให้คนไข้
โดยไม่ใช้ อุปกรณ์ใดๆ นอกจากมือของผู้ให้การบำบัด โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถสูง อาจไม่ต้องสัมผัสตัวคนไข้ก็ได้

การ รักษาโรคด้วยพลังจักรวาล เป็นวิธีการอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยรักษาโรคทางกาย และใจวิธีการรักษาโรคด้วยพลังจักรวาลนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์

พลังจักรวาลทำให้ เกิดความสมดุลโดยผ่านจุดหลัก 7 จุดในร่างกาย ที่ เรียกว่า "จักระ"ซึ่ง เป็นภาษา สันกฤตแปลว่า วงล้อ

การรักษาวิธีนี้ ได้รับการค้นคว้าจากโลก ตะวันตกเช่นกัน กล่าวได้ว่าพลังจักรวาลเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
เกี่ยวกับพลังงานที่เราเรียกว่า พลังคอสมิคต้นกำเนิดของพลังจักวาลนี้
สืบสาวได้ถึงวิธีการรักษาโดยธรรมชาติ และวิธีนี้ได้ถูกค้นพบอีกครั้งภายใต้กฎความเป็นอยู่ของมนุษย์
ซี่งขณะนี้มีความ พยายามไม่ใช้ยาจากสารเคมี ขบวนการการทำงาน

พลัง จักรวาลจะ เข้าสู่ร่างกายคนไข้ และปรับความ สมดุลให้กับอวัยวะที่มีปัญหาของ คนไข้ ผลก็คือ ทำให้คนไข้หายป่วยหรือทุเลาจากโรคภัยไข้เจ็บ
ที่กำลัง เป็นอยู่ ทั้งนี้เพราะ เหตุผลที่ว่า บุคคลที่เจ็บป่วยมีสาเหตุเนื่องมาจาก อวัยวะที่เจ็บป่วยขาดความสมดุลของพลังจักรวาลจึงทำให้เกิดอาการของโรคต่างๆ
ดัง นั้น ผู้ที่มีความสามารถรับ และส่งพลัง
เรกิให้กับผู้ป่วยได้โดยส่งผ่านไปตามจักระของมนุษย์ ไปสู่ที่อวัยวะที่เจ็บป่วย

เพื่อให้พลังจักรวาลปรับความสมดุลที่อวัยวะนั้น จึงทำให้ ผู้ป่วยหายหรือทุเลา จากการเจ็บป่วยนั้นๆ และกลับสู่สภาพปกติดังเดิม

วิธี การรักษานี้ จะใช้การสัมผัสด้วยมือ (หรือไม่ใช้การสัมผัสก็ได้ เรียกว่าการรักษาทางไกล) โดยใช้เวลาแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 5 นาที
และตามปกติวันหนึ่งจะทำการรักษาเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
การบำบัดนี้ผู้ทำการบำบัดควรจะมีความคิดและจะต้องปฏิบัติดังต่อไป นี้

1. ผู้ทำการบำบัด ต้องฝึกให้มีความคิดที่จะบรรลุถึงการควบคุมตนเองในภาระหน้าที่ต่างๆทุก ประการ จากหน้าที่เล็กๆ 

ในครอบครัวไปจนถึงหน้าที่สูงสุดในสังคมนี่เป็นเป้าหมายของการฝึกฝนด้วยตนเอง เมื่อผู้ทำการบำบัดบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว
แล้วจะสามารถนำความผาสุกมาสู่คนไข้ได้

2. ผู้ทำการบำบัดและครอบครัวต้องผ่านการพิสูจน์จากสังคม และยอมรับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราแม้จะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
ยิ่งทนได้มากเท่าไร กรรมของเราก็จะหมดลงเร็วเท่านั้น
ขณะที่เราทนต่อความทุกข์ยากได้ จิตวิญญาณจะพุ่งสู่ระดับสูงขึ้น
เมื่อจิตวิญญาณของเราพัฒนาเข้าสู่ ระดับสูงขึ้น ร่างกายของเราก็จะดูดซับพลังจักรวาลได้ง่ายขึ้น
ในสภาวะเช่นนี้เราจะมีความสามารถมากพอที่จะบำบัดคนไข้ทั้งหมดที่มาพบเราได้ ถึงแม้ว่าคนไข้เหล่านั้นจะมีโรคที่ยากต่อการบำบัด

3. เราต้องให้ความรักคนไข้ให้มากเท่ากับที่รักครอบครัวของเรา และต้องไม่แบ่งแยกชนชั้น

4. ระหว่างการบำบัด ความคิดคำนึงของเราควรจดจ่ออยู่ที่คนไข้ และต้องไม่ยอมให้สภาวะแวดล้อมภายนอกทำให้เราไขว้เขว

5. ผู้ฝึกฝนต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนด้วยการปฏิเสธความมีชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ และความรัก ความมีชื่อเสียงควรนำมา
สู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน ทรัพย์ศฤงคารควรอุทิศให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศของตน และความรักควรจะแบ่งบันไปสู่มวลมนุษย์

6. ร่างกายของมนุษย์มีจุดสำคัญ 7 จุด เมื่อจุดเหล่านี้ถูกเปิด จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่าเต็มที่ ในชั้นต้นเมื่อได้รับการเปิดจุด 6 จุด 
และ ได้ฝึกฝนด้วยตนเอง จนประสบผลสำเร็จแล้ว จุดสำคัญอีก 1 จุด จะถูกเปิด ซึ่งถือว่าได้บรรลุถึงจุดสูงสุด และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

พลังสีบำบัดโรค

colour therapy
ในวงการแพทย์ได้ยอมรับว่าความสวยงามของสี ที่มีผลต่อจิตใจของมนุษย์ ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ ได้  
สีสันรอบๆตัวเรานั้นก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของเรา ในธรรมชาติมีสีอยู่มากมายหลายสี และมีผลต่อความรู้สึกของคนเราทั้งสิ้น
สี..มีความถี่ของการสั่นสะเทือนบริสุทธิ์  การ ใช้สีในการบำบัดจึงเป็นที่ยอมรับในการช่วยรักษาระดับความสมดุลของร่างกายที่ เจ็บป่วย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  ช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กได้ และพลังของสีก็ยังส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และการตัดสินใจของคนเราได้อีกด้วย
หลักการทำงานของสี และผลของสี ที่มีต่อชีวิตคนเรานั้นลึกกว่าสิ่งที่ตาของเราจะมองเห็น ซึ่งในร่างกายคนเรา จะมีต่อมไพเนียลที่คอยทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของคน เรา เช่น การกิน การนั่ง การเดิน การนอน ในขณะที่ตาเรามองเห็นสีต่างๆผ่านจอประสาทตา สีแต่ละสีจะมีความยาวคลื่นและความถี่ที่แตกต่างกัน  ต่อมไพเนียลที่ว่านี้...ก็จะมีปฎิกิริยาในการตอบสนองต่อสีแต่ละสีแตกต่างกันออกไป  ปฎิกิริยาของต่อมไพเนียลจะส่งผลให้ความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมน และอารมณ์ในร่างกายของเราในขณะนั้นให้มีความรู้สึกแตกต่างกันออกไป
มี หลักฐานปรากฏตั้งแต่สมัยยุคอียิปต์โบราณ อินเดีย และจีน ที่มีการใช้สีในการรักษาโรค ชาวอียิปต์มีวิธีใช้สีรักษาผู้ป่วยที่มีอาการฟกช้ำดำเขียว โดยใช้ยาสีม่วงคล้ำรักษา หรือ อาการบาดเจ็บเลือดออกก็ใช้ยาที่มีสีแดงรักษา ในปัจจุบันสีถูกใช้เยียวยารักษาในด้านของการฉายแสงสีสเปกตรัม และนักจิตวิทยาก็ได้นำมาใช้บำบัดอารมณ์และความรู้สึกให้แก่คนไข้
ศาสตร์ ของการบำบัดด้วยสี มีเทคนิคการบำบัดที่ต่างกันออกไป เช่น การกระจายแสงสีบนร่างกายเพื่อบำบัดโรคต่างๆ ซึ่งในสีแต่ละสีจะมีคุณสมบัติในการรักษาโรคที่ต่างกันออกไป ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญความเชี่ยวชาญของแพทย์ แต่เราก็สามารถใช้พลังสีบำบัดได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของเราเอง
โทนของสี มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จากพลังงานของสี
ศาสตร์ในการบำบัดโรคด้วยสี  แบ่งสีออกเป็น  สีโทนร้อน และ สีโทนเย็น
สีโทนร้อน    ได้แก่           สีเหลือง  สีส้ม  สีแดง  สีม่วง
สีโทนเย็น     ได้แก่           สีเขียว  สีน้ำเงิน  สีฟ้า
สีโทนร้อน ให้ อิทธิพลในการช่วยกระตุ้นให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง เป็นกลุ่มสีที่ทำให้เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้นและกระฉับกระเฉง สีโทนร้อน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากอาหาร ทำให้เกิดความรู้สึกหิวและกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
 สีเหลือง สามารถช่วยเยียวยาอาการท้อแท้ สีเหลืองเป็นสีของความสดใสร่าเริง ความสนุกสนาน ความฉลาดรอบรู้ มีอารมณ์ขัน สีเหลืองเป็นสีแห่งบุคลิกภาพและจิตใจที่เปิดกว้างเป็นตัวแทนของความใฝ่รู้ และสติปัญญา  พลังของสีเหลืองช่วยให้ระบบการทำงานของน้ำดีและลำไส้เป็นไปตามปกติช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร
 สีส้ม  สามารถช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า  สี ส้มเป็นสีแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น สดใส มีสติปัญญา ความเป็นมิตร ความร่าเริง ความสนุกสนานความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังพลังของสีส้ม ช่วยคลายอาการหอบหืด และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ช่วยรักษาความผิดปกติของม้าม ตับอ่อน ลำไส้
 สีแดง    สามารถช่วยเพิ่มพลังแห่งชีวิต  สี แดงเป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทของเราได้รุนแรงที่สุด ช่วยให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ตื่นตัว มุ่งมั่น กระตือรือร้น เร่าร้อนและมีพลัง พลังของสีแดงจะช่วยกระตุ้นพลังชีวิตให้มีความเข้มแข็ง กระตือรือร้นและมีชีวิตชีวา สีแดงมีอิทธิพลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย เพิ่มพลังในระบบการไหลเวียนของเลือด และรักษาอาการหวัด
 สีม่วง   สามารถช่วยสร้างแรงบันดาลใจ  สี ม่วง เป็นสีแห่งผู้รู้มีน้ำใจ มีไหวพริบ รู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ จิตใจสงบ พลังของสีม่วง สามารถช่วยปรับสมดุลในร่างกายของเราให้กลับมาเป็นปกติ  ใช้ บำบัดโรคไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคผิวหนังบางชนิด อีกทั้งยังช่วยในการบำบัดโรคไขข้อได้อีกด้วย จากการวิจัยพบว่าพลังของสีม่วง ช่วยให้สมองของเราสงบ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆในคราวเดียวกัน
สีโทนเย็น ให้อิทธิพลที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย  สี เขียว สีน้ำเงิน สีฟ้า เป็นกลุ่มสีที่ให้ความรู้สึกสดชื่น สงบ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ คลายเครียด สีโทนเย็นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีชีวิตประจำวันเคร่งเครียดเป็นอย่าง มาก
สีเขียว   เป็น สีธรรมชาติที่เด่นที่สุดบนโลก ที่ให้ความรู้สึกร่มรื่น สบายตา ผ่อนคลาย ปลอดภัย ทำให้เกิดความหวัง ความสมดุล เปิดเผย ตรงไปตรงมา พลังของสีเขียวสามารถทำให้ประสาทตาผ่อนคลาย ความดันโลหิตลดลงได้ ผ่อนคลายระบบประสาท ป้องกันการจับตัวของก้อนเลือด ต่อต้านเชื้อโรค รักษาอาการของคนเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เยื่อบุอักเสบซึ่งมีผลพวงมาจากโรคเครียด ดังนั้น..เมื่อรู้สึกเครียด อย่าลืมมองหาสีเขียว พลังของสีเขียวช่วยคุณได้
สีน้ำเงิน  สามารถช่วยบรรเทาอาการความดันโลหิตสูง สี น้ำเงินเป็นสีที่ให้ความรู้สึก สุขุม เยือกเย็น หนักแน่น ซื่อสัตย์ ละเอียดรอบคอบ แต่ไวต่อความรู้สึก สีน้ำเงินมีประโยชน์กับคนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ เครียด และความดันโลหิตสูง พลังของสีน้ำเงิน ยังทำให้ระบบหายใจของเราเกิดความสมดุลและเเข็งแรงขึ้น
สีฟ้า สามารถช่วยบรรเทาโรคปอดได้  สีฟ้า เป็นสีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น เป็นอิสระ ผ่อนคลาย เพลิดเพลิน สบายใจ ปลอดภัย และระงับความกระวนกระวายในใจได้ดี
 สีในบ้านมีอิทธิพลต่ออารมณ์ 
มาดูกันว่า..สีที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมีผลอย่างไรกับเรา
สี ชมพู จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายเพลิดเพลิน ควรใช้ในห้องอาหารเพราะมีผลดีสีฟ้า สีเขียว ต่อการย่อยและดูดซึมอาหาร หรือในห้องนอน จะทำให้เราผ่อนคลายนอนหลับได้ง่ายทำให้อารมณ์สงบลง ลดอาการขุ่นมัวขัดเคืองใจ ลดอาการงอแงของเด็กได้ ควรเลือกใช้ในห้องนั่งเล่น หรือมุมสงบที่ต้องการผ่อนคลาย
สีส้ม สีแดง  ทำให้รู้สึกตื่นเต้น กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงขึ้น อันนี้เหมาะมากสำหรับห้องทำกิจกรรมของครอบครัว หรือห้องครัว ห้องอาหาร จะช่วยกระตุ้นการเจริญอาหาร  การ ใช้สีในบ้านไม่จำเป็นว่าเราจะต้องทาสีทั้งห้องหรือทั้งบ้านเป็นสีใดสีหนึ่ง เรายังสามารถเลือกอุปกรณ์ของตกแต่งบ้านใช้หลาย ๆ สีปรับให้เข้ากันก็ได้
          นักจิตวิทยายืนยันว่า สีมีพลังและสัมพันธ์กับภาวะอาการป่วยของร่างกาย เราสามารถนำพลังของแต่ละสีมาปรับใช้เพื่อสุขภาพกายและใจได้
สีเหลือง สี แห่งความสนุกสนาน ร่าเริง ใช้เยียวยาอาการท้อแท้หดหู่ ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย ผักและผลไม้สีเหลืองมีวิตามินเอ บำรุงกระดูกและฟัน
สีส้ม  เสริม สร้างความคิดสร้างสรรค์ ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ผักและผลไม้สีส้มมีวิตามินบี ช่วยสร้างเม็ดเลือด บำรุงระบบประสาท
สีแดง  กระตุ้น ระบบประสาทได้ดีที่สุด เร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ช่วยเพิ่มอุณหภูมิร่างกายและพลังในระบบไหลเวียนโลหิต ผักและผลไม้สีแดงเป็นแหล่งรวมวิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงประสาท
สีม่วง ช่วยผ่อนคลาย กระตุ้นแรงบันดาลใจ ช่วยปรับสมดุลในร่างกายและเพิ่มพลังงาน ผักและผลไม้สีม่วงช่วยบำบัดโรคไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
สีเขียว ผ่อนคลาย สบายใจ ช่วยลดความเครียด รักษาอาการโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ผักและผลไม้สีเขียวมีวิตามินซี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
สีน้ำเงิน ทำ ให้สุขุมหนักแน่น และละเอียดรอบคอบ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจทางศิลปะ ผักและผลไม้สีน้ำเงิน ช่วยให้ระบบหายใจสมดุล บรรเทาความดันโลหิตสูง
สีฟ้า ให้ความรู้สึกเยือกเย็น อิสระ ปลอดโปร่ง ช่วยบรรเทาโรคปอด ทำให้ชีพจรเต้นปกติ

พลังจิตบำบัดโรค

การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  ไม่ใช่ว่าจะต้องใช้แต่ยาจากแพทย์เสมอไป ธรรมโอสถ หรือ ยาธรรมะ ก็ใช้รักษาโรคได้เช่นเดียวกัน
            เรา ทราบกันแล้วว่า ชีวิตของเราแต่ละคนประกอบไปด้วยใจ ที่ทำหน้าที่สั่ง คือกาย ที่กายไปไหนมาไหนได้ ก็เพราะมีใจเป็นตัวกำกับ เป็นตัวทำให้เราคิดนึก ตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบ  ถ้าไม่มีใจเสียอย่าง กายของเราก็เหมือนท่อนฟืน จะเอาไปทำอะไร กายก็ไม่รู้สึก ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่สุข ไม่ทุกข์ ที่เรามีปฏิกิริยาสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่มากระทบได้ ก็เพราะเรามีส่วนที่เรียกว่า ใจ ที่เป็นธาตุรู้ พลังรู้
ใจ ที่เป็นพลังรู้นี้ มีความสัมพันธ์กับพลังทั้งหลายในจักรวาลได้ บางท่านเชื่อว่า เราต้องดูดาวต้องเชื่อโหราศาสตร์ เชื่อฮวงจุ้ย เชื่อฤกษ์ เป็นต้น แต่ก็มีผู้ติงว่า ชาวพุทธนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้เชื่อในการกระทำที่มีผลสนองตามเจตนาแห่งการกระทำ ดังคำตรัสที่ว่า ของทุกอย่างมาแต่เหตุ แต่ท่านก็มิได้ปฏิเสธสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ว่าจะไม่มีความหมายเสียเลย  ท่านเพียงแต่ให้เราเข้าใจว่า ถึงแม้สิ่งทั้งหลายจะมีแรงสัมพันธ์กับใจของเราได้
พระ พุทธองค์ทรงรับเรื่องโหราศาสตร์ เรื่องอิทธิพลต่างๆเหล่านี้ แต่เราจะต้องไม่ปล่อยใจของเราให้ตกอยู่ในอิทธิพล ท่านทรงสอนให้เราเฝ้าดู จนรู้ชัดว่า ถึงจะมีเหตุ มีปัญหา เราก็สามารถป้องกัน แก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการเพียรพยายามตั้งสติ ระลึกรู้สึกทั่วพร้อมอยู่ ไม่ประมาท
ไม่ว่าสิ่งที่บังเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา จะเป็นแง่ดี  หรือร้าย จะเป็นอุปสรรคก็ตาม เราอย่าท้อถอยหรือเสียกำลังใจ  ของทุกอย่างย่อมมาแต่เหตุ ถ้าเรารู้ว่าเหตุเก่าของเราไม่ดี ไม่ว่าจะทำอะไร ก็เหมือนธรรมชาติสภาพแวดล้อมเข้ามาบั่นรอน เราก็เร่งประกอบเหตุใหม่ เหตุปัจจุบัน แต่ละขณะลงไปให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญา ด้วยความพากเพียร เราก็สามารถปรับเปลี่ยนอุปสรรคและปัญหา ให้กลายมาเป็นความสำเร็จได้ เพราะไม่มีพลังใดในจักรวาล จะสามารถต้านทานพลังใจของมนุษย์ ที่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังได้ ดังคำที่ว่า..ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ
 พลังจิตบำบัด 
            จิตใจดีมีผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย ส่วนความเครียด ความวิตกกังวลและความสับสนทางอารมณ์ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อร่างกายหลากหลายรูปแบบ  ดังนั้นการทำจิตให้สงบเย็น  ไม่แกว่งไกว  ส่ายทอดไปหาสิ่งมัวหมองทั้งหลาย ย่อมเป็นรากฐานสำคัญของคนมีสุขภาพดี พลังจิตบำบัด” จึงเป็นการแนะนำวิธีปล่อยวางความทุกข์ทั้งหลาย  
 ในพระพุทธศาสนา การวินิจฉัยและการบำบัดรักษาถูกบรรจุอยู่ในธรรมมะสูงสุด 4 ประการ นั่นคือ ความจริงที่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีทุกข์  มีเหตุแห่งทุกข์(สมุทัย) มีการดับทุกข์ (นิโรธ)  และวิถีทางพ้นทุกข์(มรรค)  ซึ่งการปฏิบัติตามวิถีทางดังกล่าวคือทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถกระทำได้  แม้ขณะที่กำลังต่อสู้อยู่กับอุปสรรคในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้  จิตใจของมนุษย์ คือ กุญแจสำคัญ และด้วยการฝึกฝน ชักนำจิตใจอย่างเหมาะสม  เราสามารถสัมผัสประสบการณ์พลังอำนาจแห่งการบำบัดรักษาได้
            สำหรับ การฝึกพลังจิตบำบัด ควรเลือกสถานที่ๆ เงียบสงบและกว้างขวางเพียงพอ ส่วนเวลาในการฝึกหัดนั้นสามารถใช้เวลาใดก็ได้ โดยเฉพาะช่วงเวลาในตอนเช้าตรู่ และสิ่งที่จำเป็นที่สุดของท่าทางต่างๆ ในการทำสมาธิ คือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเปิดช่องทางในร่างกาย เพื่อว่าพลังงานและลมหายใจสามารถไหลหลั่งได้อย่างสะดวกตามธรรมชาติ  เราควรผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อขณะทำสมาธิและทำจิตใจให้ว่างและตั้งมั่นในสมาธิ
            การกำหนดลมหายใจที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การหายใจอย่างสงบเป็นธรรมชาติ มีสติรู้ความเคลื่อนไหวของลมทั้งเข้าและออก  ส่วนเครื่องมือในการบำบัดรักษาที่ดีที่สุด คือ การสร้างจินตนาการ ซึ่งสามารถแปลงเปลี่ยนรูปแบบจิตใจในทางทำลายให้เป็นสร้างสรรค์
            จิต ใจของเราประกอบด้วยพลังบำบัดความเจ็บปวดและสร้างความสุข ถ้าเราใช้พลังงานดังกล่าวให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ใช้ด้วยท่าทีแห่งจิตใจในการสร้างสรรค์และเป็นสมาธิ ไม่เพียงแต่จะสามารถบำบัดความทุกข์ทางจิตใจและอารมณ์ได้ แต่ยังสามารถบำบัดปัญหาทางด้านร่างกายได้ด้วย

บำบัดโรคด้วยพลังจักรวาล

การรักษาโรคด้วยพลังจักรวาล  คือการส่งพลังจักรวาลไปให้คนไข ้โดยไม่ใช้อุปกรณ์อื่นใด นอกจากมือของผู้ให้การบำบัด 
การ รักษาโรคด้วยพลังจักรวาล เป็นวิธีการอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยรักษาโรคทางกาย และใจวิธีการรักษาโรคด้วยพลังจักรวาลไม่ใช่ไสยศาสตร์ พลังจักรวาลทำให้เกิดความสมดุลโดยผ่านจุดหลัก 7 จุดในร่างกายที่เรียกว่า  "จักระ" ซึ่งเป็นภาษาสันกฤตแปลว่า..วงล้อการรักษา
วิธีนี้ ได้รับการค้นคว้าจากโลกตะวันตก ซึ่งกล่าวได้ว่า..พลังจักรวาลเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพลังงานที่เราเรียกว่า พลังคอสมิค  ที่ สามารถรักษาโรคได้โดยธรรมชาติและวิธีนี้ได้ถูกค้นพบอีกครั้งภายใต้กฎความ เป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งขณะนี้มีความพยายามไม่ใช้ยาจากสารเคมี
ขบวน การในการทำงานของพลังจักรวาลจะเข้าสู่ร่างกายคนไข้ และปรับความสมดุลให้กับอวัยวะที่มีปัญหาของคนไข้ ผลก็คือ ทำให้คนไข้หายป่วย หรือทุเลาจากโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังเป็นอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะ..บุคคลที่เจ็บป่วยมีสาเหตุเนื่องมาจากอวัยวะที่เจ็บป่วยขาด ความสมดุลของพลังจักรวาล จึงทำให้เกิดอาการของโรคต่างๆ ดังนั้นผู้ที่มีความสามารถรับและส่งพลังจักรวาลให้กับผู้ป่วยได้โดยส่งพลัง จักรวาลผ่านไปตามจักระของมนุษย์สู่อวัยวะที่เจ็บป่วยเพื่อให้พลังจักรวาล ปรับความสมดุลที่อวัยวะนั้น จึงทำให้ผู้ป่วยหายหรือทุเลาจากอาการเจ็บป่วยและกลับสู่สภาพปกติดังเดิม
วิธีการรักษานี้ จะใช้การสัมผัสด้วยมือ หรือไม่ใช้การสัมผัสก็ได้ เรียกว่าการรักษาทางไกล โดยใช้เวลาแต่ละครั้งจะต้องไม่เกิน 5 นาที และตามปกติวันหนึ่งจะทำการรักษาเพียง 1 ครั้งเท่านั้น