วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

นวดเส้นลมปราน(ตับ)



การนวดเส้นลมปรานเป็นการนวดตามเส้นทางการไหลเวียนของเลือดลมทั่วร่างกาย
มักจะทุบไปด้วย ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก เป็นการบรรเทาการเจ็บป่วยของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง

เส้นลมปราน หมายถึง เส้นทางการไหลเวียนของเลือดลม ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นเลือดฝอย กระจายอยู่ทั่วร่างกาย เชื่อมโยงอวัยวะภายในทั้งหมดให้ทำงานสมดุลกัน
หากเลือดลมคั่งค้างอุดตันก็จะส่งผลต่ออวัยวะ ทำให้เกิดการเจ็บป่วย ในทางกลับกัน หากอวัยวะทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลร้ายต่อเส้นลมปรานเช่นกัน ดังนั้นจึงควรทุบเส้นลมปรานเป็นประจำ เพื่อช่วยให่เลือดลมไหลเวียนสะดวก ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกัน
หมายเหตุ
อวัยวะภายในตามศาสตร์แพทย์แผนจีนแบ่งเป็น สามประเถทใหญ่ๆดังนี้
1. อวัยวะตัน มี 5 อวัยวะหลัก คือ หัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไต
2. อวัยวะกลวง มี 6 อวัยวะรองคือ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ เเละ ซานเจียว เป็นอวัยวะกลวงที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งก็คือ ช่องอกและช่องท้อง ที่บรรจุอวัยวะตันและกลวงไว้ทั้งหมดนั่นเอง
3. อวัยวะกลวงพิเศษ มี 6 ชนิดคือ สมอง ไขกระดูก กระดูก เส้นเลือด ถุงน้ำดี และมดลูก


เส้นลมปรานถุงน้ำดี
เส้นทางของลมปราน
เรื่มที่จุด ถงจื่อเหลียว ตรงหางตา ผ่านจุด ไท่หยาง ตรงขมับ แล้วแยกออกเป็นแนวตื้น และลึก อ้อมผ่านศรีษะด้านข้าง ผ่านคอลงมาบรรจบกันที่กระดูกไหปลาร้า จากนั้นจึงแยกออกอีกเป็นแนวลึกผ่านส่วนบนของตับและถุงน้ำดี ผ่านท้องน้อยแล้วมาบรรจบกับแนวตื้นที่โคนขาด้านนอก ส่วนแนวตื้น ผ่านด้านข้างของลำตัวลงล่าง แล้วผ่านโคนขาด้านข้างลงล่าง ไปตามด้านข้างของเท้าผ่านข้อเท้า จบลงที่จุดตรงปลายนิ้วก้อย(จูเชี่ยวอิน) นอกจากนี้ ยังมีเส้นแยกบริเวณส้นเท้า ผ่านหัวแม่เท้าซี่งเชื่อมโยงกับเส้นลมปรานตับอีกด้วย


เส้นลมปรานตับ
เป็นเส้นที่คู่กันกับเส้นลมปรานถุงน้ำดี มีหน้าที่ปรับการทำงานของตับ และควบคุมการไหลเวียนของเลือด
เส้นทางของลมปราน
เริ่มต้นที่จุด ต้าตุน ตรงหัวแม่เท้า ผ่านด้านในของเท้าขึ้นไปยังหน้าขา ผ่านอวัยวะเพศขึ้นไปถึงท้อง แล้วผ่านจุด ชีเหมิน บริเวณท้องด้านข้าง เป็นแนวลึกเข้าสู่ภายใน ผ่านตับและด้านบนของถุงน้ำดี
จากนั้นแยกออกเป็น สองแนว แนวหนึ่งผ่านลำตัวด้านข้างไปยัง อก คอ ปีกจมูก จนถึงตาแล้วผ่านหน้าผากไปยังกระหม่อม นอกจากนี้ยังมีเส้นที่แยกจากตา ผ่านแก้มลงมาอ้อมรอบริมฝีปาก จากตับยังมีเส้นแยกจาก กระบังลมไปที่ปอด เชื่อมโยงกับเส้นลมปรานปอดอีกด้วย

เช่น เมื่อตับมีปัญหา ควรนวดกดจุดใดบ้าง เพื่อคลายความเหนื่อยล้าของตับ หรือลดอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคตับ
จุด ต่านชู อยู่ข้างกระดูกสันหลังข้อที่สิบ ทั้งซ้ายและขวา ห่างจากกระดูกสันหลัง สองนิ้วมือผู้ป่วย
การกระตุ้นจุดต่านชู เป็นการตรวจสอบว่าตับและถุงน้ำดีทำงานปกติดีหรือไม่ กดแล้วรู้สึกเจ็บก็แสดงว่าไม่ปกติ
วิธีนวด ใช้ท้องนิ้วหัวแม่มีอกดและออกแรงประมาณ 10-20 วินาทีแล้วปล่อย แล้วทำซ้ำอีกใน5 วินาที ทำ10ครั้ง จนรู้สึกตึงค่อยหยุด ขณะกดต้องหายใจเข้าลึกๆจากนั้นจึงกดพร้อมกับผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
วิธีรูด กำมือโดยใช้หลังมือแนบกับจุดที่ต้องการนวด แล้วรูดขึ้นลงผ่านเส้นกระเพาะปัสสาวะด้านหลังไปมา ประมาณ 5 นาที จากนั้นจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีถู โดยใช้ฝ่ามือถูบริเวณหลังจนรู้สึกร้อน(ไม่ต้องออกแรงมาก)
*เวลารวมทั้งหมดไม่เกิน 15นาที ตับและถุงน้ำดีทำงานสัมพันธ์กัน ผู้ป่วยโรคตับอักเสบ ไม่ควรนวด*

จุด กานชู อยู่ข้างกระดูกสันหลังส่วนอก ชิ้นที่9 ต่อกับชิ้นที่10 ทั้งซ้ายและขวา ประมาณ 2 นิ้วมือผู้ป่วย จุดกานชู คือจุดสะท้อนหรือกระตุ้นใช้ทดสอบการทำงานของตับ การกดที่จุดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ ลดความรู้สึก แน่นบริเวณตับ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรัง
วิธีนวด ออกแรงกดที่จุดนี้ 10-20 วิ แล้วปล่อย ทำซ้ำ 10 ครั้ง
จุดกานชู ซีเหมิน และ ตับ ตั้งอยู่ในแนวเดียวกัน โดย 2 จุด นั้นจะเป็นศูนย์กลาง ที่ด้านซ้ายและขวา
ยังมีอีก6จุดที่ช่วยควบคุมการทำงานของตับ(จุดจินซู่ หุนเหมิน รื่อเยว่ จางเหมิน จวี่เชว และจงหว่าน รวมเรียกว่า เขตตับ(บริเวณอกขวาล่าง และท้องขวาบน))
เริ่มจากนอนหงาย แล้วใช้ฝ่ามือถูวน ตามเข็มนาฬิกาช้าๆ จนรู้สึกร้อน(ไม่ต้องออกแรงมาก) ใช้เวลาประมาณ5 นาที
*หากตัวร้อน มีประจำเดือน ดีซ่าน หรือตับอักเสบระยะอาการกำเริบ ห้าม*


จุด ชีเหมิน อยู่ตรงข้ามกับจุด กานชู
วิธีกด ในท่านอนราบ ซี่โครงช่องที่ 6 ออกแรงกดที่จุดนี้ประมาณ 10-20 วิ แล้วปล่อย ทุก 5 วิ ประมาณ 10 ครั้ง
วิธีนวด ใช้ฝ่ามือถูไปมา ระหว่าง อกขวาล่างกับท้องขวาบน 2 ครั้ง เช้า เย็น ครั้งละ 100-200 รอบ ช่วยบรรเทาอาการผิดปกติของตับ ช่วยให้ตับแข็งแรง

จุด จู๋ชานหลี่ อยู่ตรงรอยบุ๋มด้านนอกวัดจากใต้เข่าลงไป 3 นิ้ว ผล ช่วยกระตุ้นลมปรานให้ไหลเวียนสะดวก บำรุงม้าม ระบายตับ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร บำรุงหัวใจ ช่วยให้จิตใจสงบหลับสบาย แถมยังรักษาอาการอ่อนเพลีย เวียนหัว ตาลายอีกด้วย เมื่อรู้สึกหนัก ก้าวเท้าไม่ออก ไม่อยากขยับตัว กดที่จุดนี้ จะช่วยการไหลเวียนของเลือดส่วนล่าง บรรเทาอาการอ่อนล้าได้
กดตรงจุดนี้ประมาณ3นาที จนรู้สึกชาตึง จึงหยุดพัก
คลึง โดยใช้ปลายนิ้วมือกดตรงจุดนี้แล้วคลึงไปรอบๆตามเข็ม 120-180 ครั้ง นานประมาณ2-3นาที
*หากกระตุ้นด้วยความเย็นจะรักษาอาการท้องผูก หากกระตุ้นด้วยตวามร้อนจะรักษาอาการท้องร่วง*


 จุดสำคัญต่างๆที่อยู่ตามรางกายของคนเรานั้น ทางการแพทย์จีน เรียกว่า เสวีย (Point) จุดสำคัญต่างๆเหล่านี้มีความสัมพันธ์ต่ออวัยวะภายในของร่างกาย ซึ่งเกี่ยวกับระบบพลัง และ โลหิตที่วิ่งไปสู่อวัยวะภายใน เส้นทางที่พลัง และ โลหิตวิ่งไปสู่ร่างกายนี้ เรียกว่า เสวี้ยลู่ หรือ แพทย์จีน เรียกว่า จิงเล่อ (Meridian Line)
 
จุด (Point) ตั้งอยู่บนของร่างกาย ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับเส้นทางเดินของพลัง และ โลหิต ที่วิ่งสู่อวัยวะภายใน จุดต่างๆเหล่านี้เปรียบเสมือนจุดพักของพลัง และ โลหิต ด้านการแพทย์จีน ถือว่า ในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง5 คือ ดินทอง น้ำ ไม้ ไฟ แต่ละธาตุจะกำเนิดธาตุหนึ่งจากอีกธาตุหนึ่ง เมื่อธาตุใดธาตุหนึ่งน้อยไปหรือมากไป เรียกว่า ธาตุหย่อน และ ธาตุกำเริบ การแพทย์จีนได้เปรียบเทียบอวัยวะภายในไว้กับธาตุทั้ง5 ซึ่งมีเส้นทางพลัง และ โลหิตวิ่งเข้าสู่อวัยวะภายใน โดยมีจุดต่างๆเป็นตัวเชื่อมต่อให้พลังและโลหิตวิ่งสู่ส่วนต่างๆของอวัยวะภายใน เมื่อพลัง และโลหิตที่วิ่งเข้าสู่อวัยวะภายในไม่สมดุลกันโรคภัยไข้เจ็บก็จะเกิดขึ้น การรักษาผู้ป่วยทางเภสัช (ทางยา) เพื่อให้ภายในร่างกายเกิดความสมดุล หรือ การรักษาด้วยการฝังเข็ม เพื่อไปสกัด หรือกระตุ้นจุดเชื่อมต่างๆของเส้นทางพลัง และโลหิตให้วิ่งเข้าสู่อวัยวะภายในได้สมดุล


ควรนอนก่อน 23.00 เพราะช่วงเวลา 23.00-03.00 เป็นเวลาที่เส้นลมปรานตับ กับถุงน้ำดีทำงาน การนอนก่อนห้าทุ่มจะข่วยให้ตับกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดีที่สุด
ปรับเวลาการนอนให้สอดคล้องกับชีวภาพ
21.00-09.00เป็นเวลาที่อวัยวะต่างๆภายใน ทะยอยกำจัดพิษออกจากร่างกาย

21.00-23.00 เป็นเวลากำจัดพิษของระบบภูมิคุ้มกัน(น้ำเหลือง) ช่วงนี้ควรอยู่ในอาการสงบหรือฟังดนตรีเบาๆ
23.00-03.00 เป็นช่วงที่ตับและถุงน้ำดีทำงาน และทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็ตอนที่เราหลับสนิท
00.00-04.00 กระดูกสันหลังกำลังสร้างเลือด เราต้องหลับให้สนิท
05.00-07.00 เป็นเวลาขับพิษของลำไส้ใหญ่
07.00-09.00 ลำไส้เล็กดูดซึมอาหาร

การนวดเท้า ที่ให้ผลต่อตับ
สังเกตุหากตับมีปัญหา หลังเท้าที่ตรงข้ามกันส่วนเว้าของฝ่าเท้าจะนูนออก
วิธีนวด ที่ฝ่าเท้าบริเวณร่องกระดูกนิ้วนางกับนิ้วก้อย เป็นแนวยาวลงไปจนเกือบถึงส้น ใช้ข้อนิ้วกดรูด ไปมา

ข้อมูลจาก nanmeebook

กำเนิด นวดฝ่าเท้า

ที่ประเทศจีน เมื่อห้าพันกว่าปีก่อน ในสมัยจักรพรรดิ์หวงตี้ โดยเรื่มจากความเชื่อของชาวจีนที่ว่า ในร่างกายคนเรานั้นมีเส้นลมปรานกระจายอยู่ทั่วไป ทำหน้าที่เป็นทางเดินของเลือดลม ส่งสารอาหารและพลังงานไปหล่อเลี้ยงอวันวะต่างๆ ถ้าการไหลเวียนของเลือดลมติดขัดก็จะทำให้เจ็บป่วย ชาวจีนจึงใช้วิธีฝังเข็ม ลงตามจุดต่างๆเพื่อแก้ไข การติดขัดของการไหลเวียนนี้

บริเวณฝ่าเท้าของคนเรา มีเส้นลมปรานใหญ่ๆอยู่6เส้น เชื่อมต่อกับอวัยวะต่างๆ สามารถฝังเข็มกระตุ้นที่ฝ่าเท้าเพื่อรักษาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆได้ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของแพทย์ในยุคต่อๆมาที่พบว่า ความผิดปกติของอวัยวะที่เกิดขึ้น จะสามารถแสดงออกให้เห็นเป็นความผิดปกติบนส่วนใดส่วนหนึ่งของฝ่าเท้า และการกระตุ้นตำแหน่งต่างๆที่ฝ่าเท้า สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะต่างๆได้

เท้่า มีความสำคัญอย่างไร
รับน้ำหนักร่างกาย ทำหน้าที่ในการพยุงกระดูกเชิงกราน และกระดูกสันหลัง เท่ากับโอบอุ้มระบบโครงสร้างต่างๆของร่างกายไว้ทั้งหมด ร่างกายจะมีการทรงตัวที่ถูกต้องได้ ก็ขึ้นอยู่กับกระดูกทั้ง 28ชิ้นนี้ ถ้าเกิดความผิดปกติขึ้น ก็จะทำให้ความโค้งของเท้าเปลี่ยนไป อวัยวะอื่นๆก็จะผิดปกติไปด้วย ทำให้เกิดอาการต่างๆขึ้น เช่น อาการปวด ชา การไหลเวียนของเลือดไม่ดี เส้นเลือดและน้ำเหลืองเกิดอาการคั่ง กระดูกเชิงกรานผิดรูปร่าง กระดูกสันหลังและเส้นประสาทอักเสบ หมอนรองกระดูกถูกทำลาย ปวดศรีษะ ฯลฯ
รับการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับความสมดุลของแรงดึงกล้ามเนื้อและเอ็น หากแรงดึงนี้ลดลง กระดูกทั้ง28ชิ้นที่เท้าก็จะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องได้ ความโค้งของเท้าจะเปลี่ยนแปลงไป เช่นปลายเท้าบิดออก(Splayfoot) หรือความโค้งของเท้าแบนลง(Flatfoot) หรือส้นเท้าเปลี่ยนรูปร่าง(Clubfoot)เป็นต้น


ทำหน้าที่สะท้อน กระดูกทั้ง28ชิ้นถูกห่อหุ้มด้วย กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และผิวหนัง การสะท้อนจึงเปรียบคล้ายคลื่นรีโมท ที่ให้กระแสพลังงานจากเท้าไปสู่อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย






ศาสตร์แห่งการกดจุดสะท้อนเท้า




หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำว่า "กดจุดสะท้อนเท้า" อยู่บ้าง ซึ่งคำๆ นี้ ฟัง

ดูเผินๆ แล้วอาจจะนึกว่าเป็นการนวดเท้าธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่า การนวดเท้าที่

เคยเป็นศาสตร์รวมอยู่ในการนวดแผนไทยนี่แหละ ได้มีพัฒนาการไปสู่

ศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าและสามารถรักษาโรคร้ายทั้งหลายทั้งปวงได้อย่าง

เหลือเชื่อ



ศาสตร์การกดจุดสะท้อนเท้านี้ถูกนำมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักทั่วเมืองไทย

โดยท่านอาจารย์ สมบูรณ์ รุ่งโรจน์สกุลพร ประธานมูลนิธิพัฒนาศาสตร์การ

นวดกดจุดสะท้อนเท้า (ประเทศไทย) ผู้ซึ่งพลิกผันชีวิตจากนักธุรกิจมาเป็น

ปรมาจารย์ทางด้านการนวดกดจุดเท้าเพื่อรักษาโรค



"10 ปีที่แล้ว ผมป่วยสารพัดโรค กระเพาะ ไมเกรน ไต ความดันโลหิต

เครียด ฯลฯ ตอนนั้นคนจีนในมาเลเซียมากดจุดเท้าให้ ผมก็สงสัยว่า เขารู้ได้

อย่างไรว่า ผมเป็นโรคอะไรตั้งหลายอย่าง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจโรค บางทีรู้

มากกว่าตรวจในโรงพยาบาล"



อาจารย์บอกว่าการแค่นำฝ่าเท้าทั้งสองประกอบเข้าด้วยกัน จะปรากฏโครง

สร้างที่สมบูรณ์ของร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นเสมือนกระจกสะท้อนอวัยวะภาย

ในร่างกาย ถ้าร่างกายบกพร่องแค่ 5-10% เท้าก็สามารถบ่งบอกโรคได้

ไม่ต้องดูอื่นไกล พวกเท้าแห้ง เท้าตาปลา ก็ส่อถึงระบบภายในบางส่วน

บกพร่องเสียสมดุล 

การกดจุดฝ่าเท้า ต่างกับการนวดเท้าอย่างไร ?



การกดจุดสะท้อนเท้า แตกต่างจากการนวดฝ่าเท้าทั่วไปที่ใช้ไม้กดหรือแค่

ใช้มือนวดธรรมดาที่ช่วยให้ผ่อนคลายและกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียน หากแต่

การนวดกดจุดสะท้อนเท้านี้จะต้องกดลึกกว่า ต้องมีความแม่นยำในเรื่อง

ตำแหน่งจุดสะท้อน และทำไปในทิศทางที่ถูกต้อง มิฉะนั้นกล้ามเนื้อหรือ

อวัยวะภายในที่ส่งผลสะท้อนจะเกิดปัญหาได้ อีกทั้งยังต้องเลือกใช้การกด

ทางใดทางหนึ่ง เช่นกดจากซ้ายมือมาขวามือ หรือกดจากขวามือมาซ้ายมือ

เมื่อกดฝ่าเท้าตรงไหนรู้สึกว่าเจ็บมากแสดงว่าอวัยวะนั้นมีข้อบกพร่องคือทำ

งานไม่ปกติแสดงว่าอวัยวะส่วนนั้นไม่แข็งแรง การกดจุดฝ่าเท้า อุปกรณ์หลัก

ที่ใช้กดก็คือ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้



การนวดกดจุดสะท้อนเท้ามีจุดสำคัญ 62 จุดบนฝ่าเท้า ซึ่งเป็นจุดปลาย

ประสาทของอวัยวะภายในร่างกาย แต่ละจุดจะมีระบบการรับรู้ทั้งหมด 7

ระบบ


1. ระบบขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ :

ถ้ามีปัญหาปัสสาวะบ่อย เป็นนิ่วในกระเพาะ ท้องผูก สามารถใช้การนวดกดจุด สร้างสมดุลรักษาโรคได้


2. ระบบสมอง :

นอนไม่หลับ ไมเกรน มึนศีรษะ เครียด อัลไซเมอร์ เส้นโลหิตในสมองตีบ


3. ระบบฮอร์โมน :

ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีลูกยาก มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ


4. ระบบประสาทสัมผัสตา จมูก และหู


5. ระบบไขสันหลังตั้งแต่กระดูกคอ เอว ก้นกบ ตะโพก ขา


6. ระบบภูมิต้านทาน


7. ต่อมน้ำเหลือง



อาจารย์ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า "การนวดตามจุดระบบต่างๆ จะช่วยให้อาการ

ดีขึ้น มีหลายคู่ไม่มีลูก แล้วมากดจุดกระตุ้นระบบฮอร์โมน การนวดกดจุด

สะท้อนเท้าจะใช้นิ้วข้อ นิ้วชี้ นิ้วโป้ง ไม่มีการใช้อุปกรณ์อื่นๆ อย่างน้อยต้อง

นวดประมาณ 3 ครั้งติดกัน ก่อนนวดจะแช่น้ำอุ่นให้เลือดไหลเวียน บางคนมี

อาการบกพร่องมากกว่า 10 จุด"




...จะว่าไปแล้วคนเรามักจะละเลยและไม่ใส่ใจดูแลรักษา "เท้า" ให้เทียบ

เทียมกับการเอาใจใส่อวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น ตับ ปอด ม้าม หัวใจหรือว่าลำ

ไส้ใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น "เท้า" ก็เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญไม่น้อย

ไปกว่าอวัยวะเหล่านั้นเลย เพราะมันสามารถสะท้อนหรือบ่งบอก “สุขภาพ”

ของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว...

"เท้า" สัมพันธ์กับอวัยวะในร่างกายอย่างไร ?




"เท้า" 2 ข้างนั้นมีความสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่แตกต่างกันออก

ไป โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 จุด (5 เท้า) ด้วยกัน คือ


1. ฝ่าเท้าข้างซ้าย: บ่งบอกสุขภาพของอวัยวะซีกซ้ายที่ประกอบด้วยหัวใจ

ม้าม ไต ฯลฯ


2. ฝ่าเท้าข้างขวา: บ่งบอกสุขภาพของอวัยวะซีกขวาที่ประกอบด้วยตับ ถุง

น้ำดี ไส้ติ่ง ฯลฯ


3. หลังเท้า: บ่งบอกสุขภาพของต่อมทอนซิล ขากรรไกร ต่อมน้ำเหลืองที่

ปอด ทรวงอก กระบังลมทั้งสองข้าม


4. เท้าด้านใน: บ่งบอกถึงสุขภาพจมูก กระดูกคอ กระดูกหลัง กระดูกเอว

ก้นกบ ช่องคลอด อวัยวะเพศ มดลูกและลูกอัณฑะทั้งสองข้าง


5. เท้าด้านนอก: บ่งบอกสุขภาพของไหล่ ข้อศอก หัวเข่า สะบัก รังไข่



ทั้ง 5 เท้านี้จะประกอบรวมกันเป็นมนุษย์ ซึ่งนับรวมแล้วมีจุดต่างๆ ที่ปรากฏ

บน 5 เท้าทั้งสิ้น 62 จุดด้วยกัน เป็นจุดที่เป็นปลายประสาทของอวัยวะใน

ร่างกาย 62 จุด หรือที่เรียกกันว่า “จุดสะท้อน”



ทั้งนี้ อาจารย์สมบูรณ์ ได้ยกตัวอย่างเพื่อขยายความคำว่า "สะท้อน" ให้เห็น

ภาพง่ายๆ เช่น เวลาที่เราใส่รองเท้าผ้าใบหรือคัตชูนานๆ จะรู้สึกอึดอัด

นั่นแสดงว่ามันกดสะท้อนถูกตำแหน่งนิ้วโป้ง ซึ่งนิ้วโป้ง หรือนิ้วหัวแม่เท้านั้น

เป็นตำแหน่งของจมูกพอดี จึงทำให้เรารู้สึกอึดอัด หรือเวลาที่เราใส่รองเท้า

ปลายแหลมๆ และรัดแน่นๆ ก็จะรู้สึกว่าไหล่จะบีบ และเกิดอาการเมื่อยขึ้นที่

บริเวณไหล่ นั่นก็เพราะถูกบีบตรงนิ้วก้อย ซึ่งเป็นตำแหน่งของไหล่ จุดเหล่า

นั้น เรียกกันว่า "จุดสะท้อน"

 การนวดเท้า 3 ระดับ




- ระดับแรกหรือระดับพื้นฐาน คือการนวดเพื่อสุขภาพ

- ระดับที่สอง คือการนวดเพื่อปรับความสมดุล

- ระดับที่สาม คือการนวดด้วยพลังชี่

ประโยชน์จากการนวดเท้า




การจุดสะท้อนเท้าส่งผลต่อร่างกายในหลายระดับด้วยกัน ที่เห็นชัดๆ คือ


1. ช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติและสร้างภูมิต้านทานโรค

2. ช่วยในเรื่องของการขับของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้น ก่อนนวดต้องให้

ดื่มน้ำ 1 แก้ว และหลังนวดอีก 1 แก้ว

3. มีผลต่อการกระตุ้นอวัยวะทุกส่วนในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ เสริมสร้าง

กระดูกและกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ ปรับการทำงานของระบบประสาท

4. ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดูอ่อนกว่าวัย ทำให้เลือดลมเดินเป็นปกติ

ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต ยิ่งคนที่นวดเท้าเป็นประจำยิ่งไม่ต้องห่วงเรื่อง

อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะจะมีการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนตลอด แถมยัง

ช่วยปรับฮอร์โมนของร่างกายให้เป็นปกติอีกด้วย


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2548

การนวดฝ่าเท้า กดจุดลมปราณ

“หลายพันปีที่ผ่านมา การนวดฝ่าเท้าได้ถูกแพทย์จีน หมอชาวจีนนำมาเสริมสร้างสุขภาพ บำบัดโรคให้กับชาวจีนอย่างต่อเนื่องมาตลอด และได้ถ่ายทอดวิชาชีพนี้ให้กับลูกหลานในตระกูลสืบทอดตลอดมาถึงปัจจุบัน”
ประวัติความเป็นมาของการนวดฝ่าเท้าสากลของโลก และที่ประเทศจีน วิชาการนวดฝ่าเท้าเพื่อการบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดมีประวัติยาวนานมากว่า 4-5 พันปี
  • ที่ประเทศจีน ต้นตำรับตำราแพทย์จีน “หวานตี้เน่ยจิง” ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อประมาณ 5 พันปีก่อน นอกจากเขียนบันทึกเกี่ยวกับลมปราณและจุดต่าง ๆ ที่ฝ่าเท้า รวมทั้งวิธีการนวดการบำบัด
  • สมัยราชวงศ์ฮั่น (ประมาณ 2 พันปีก่อน) หนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ของ ซีม่าเซียง ได้กล่าวถึงแพทย์จีนชื่อ อีฟู่ ปกติจะไม่เน้นใช้ยาสมุนไพรในการทำการบำบัดรักษา จะทำการรักษาโดยการนวดฝ่าเท้า เวลานวดสัมผัสถูกเขตสะท้อนตามฝ่าเท้าก็สามารถวินิจฉัยอาการโรคได้ทันที
ทฤษฎีเกี่ยวกับการนวดฝ่าเท้า
เขตสะท้อนคืออะไร
เขตสะท้อนเป็นจุดรวมประสาท บ้างเป็นจุดปลายประสาท กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ รอบนอกของร่างกาย จากประสบการณ์ค้นพบของมนุษย์สมัยโบราณพบว่า ที่ฝ่าเท้าของมนุษย์มีเขตสะท้อนกระจายทั่ว แต่ละเขตมีเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายกล่าวคือ ถ้าหากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายทำงานบกพร่อง เกิดมีอาการผิดปกติ เช่น อาการเจ็บปวดจะส่งผลสะท้อนไปถึงเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้า เกิดมีอาการผิดปกติตามมา เช่น รูปทรงผิดรูปแบบหรือนวดสัมผัสถูกจะเกิดมีอาการเจ็บปวด เช่นเดียวกันในเวลาที่เขตสะท้อนที่ฝ่าเท้าเกิดมีอาการผิดรูปแบบ หรืออาการเจ็บปวด ก็จะส่งผลสะท้อนไปถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์ ทำให้เกิดมีอาการเจ็บปวด หรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่องตามมา
ความสำคัญของการนวดเขตสะท้อนฝ่าเท้าต่อสุขภาพ
ภาพจาก http://care4u.comoj.com

ฝ่าเท้าทั้งสองข้างเป็นบริเวณที่ห่างไกลจากหัวใจที่สุด เป็นบริเวณที่กระจายปลายสุดของเส้นโลหิตฝอยแดง และเส้นโลหิตฝอยดำและเส้นประสาท ฉะนั้นบริเวณดังกล่าวนี้มีความดันเลือดที่ต่ำสุด การไหลเวียนของเลือดจะอ่อนพลังไหลเวียนช้าสุด
“แต่อวัยวะ 2 ข้างฝ่าเท้านี้กลับมีบทบาทหน้าที่สำคัญมากต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์”
ร่างกายมนุษย์มีกระดูก 206 ชิ้น ข้อต่อ 100 ชิ้น บริเวณ 2 ข้างมีสัดส่วนของกระดูก 55 ชิ้น ข้อต่อ 33 ข้อ ฝ่าเท้า 2 ข้างมีเขตสะท้อนที่กระจายอยู่ 62 เขต หรือ 64 เขต แต่ละข้างฝ่าเท้ามีเซลล์ของปลายประสาทรับความรู้สึก 7,200 ตัว ฝ่าเท้า 2 ข้างยังเป็นที่กระจายของเส้นลมปราณเท้า 6 เส้น และจุดต่าง ๆ ของเส้นลมปราณเหล่านี้รวม 38 กว่าจุด ซึ่งเส้นลมปราณเหล่านี้พร้อมจุดต่าง ๆ มีส่วนเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายสรุปได้ว่า ฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของประสาทร่างกาย เป็นเงาสะท้อนสุขภาพร่างกาย
อวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งกลไกต่าง ๆ ที่ 2 ข้างฝ่าเท้าเมื่อไม่ได้รับเลือดมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากประสิทธิภาพงานจะตกต่ำหรือกระทั่งเกิดอาการบกพร่องเกิดอาการเจ็บปวด ยังส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์เกิดการทำงานบกพร่องหรือเจ็บปวดตามมา และส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดสูญเสียความเป็นระเบียน ทำให้ทั่วทั้งร่างกายสูญเสียความสมดุล
การนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ
คนจีนค้นพบเกี่ยวกับระบบเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์มีเวลายาวนานกว่า 5 พันปี เมื่อ 5 พันปีก่อนหนังสือต้นตำหรับการแพทย์แผนจีน “หวดตี้เน่ยจิง” ก็เริ่มมีบันทึกเกี่ยวกับระบบเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์ ปัจจุบันระบบเส้นลมปราณได้ถูกแพทย์จีนนำมาใช้เป็นประโยชน์เป็นตำราพื้นฐาน ของวิธีบำบัดต่าง ๆ ในการบำบัดโรค เช่น การเช็คตรวจสุขภาพร่างกายด้วยการเช็คตรวจชีพจร พร้อมการใช้ยาสมุนไพรบำบัดอาการโรคต่าง ๆ การฝังเข็ม การนวดแบบทุยหนา การนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ การวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ
2 พันกว่าปีก่อนผู้ปฎิบัติลัทธิเต๋าในประเทศจีน ได้เรียนรู้ถึงหน้าที่สรีรวิทยาและประโยชน์ของระบบเส้นลมปราณ จุดลมปราณ แล้วนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการนวดกดจุดลมปราณ เพิ่มเสริมสร้างสุขภาพและขจัดแก้ไขอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นตามจุดลมปราณใน ร่างกาย วิชาชีพนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบเส้นลมปราณ
ทฤษฎีระบบเส้นลมปราณ คือ การศึกษวิจัยการทำหน้าที่ทางสรีรวิทยาและการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของ ระบบเส้นลมปราณ และความสัมพันธ์กันระหว่างระบบเส้นลมปราณกับอวัยวะภายในร่างกาย
ระบบเส้นลมปราณ คือ ระบบโครงข่ายของเส้นลมปราณหลัก และเส้นลมปราณย่อยที่เชื่อมโยงอวัยวะภายในและร่ายกายส่วนนอก คือ ผิวหนัง เอ็น กระดูก อวัยวะรับรู้ เป็นต้น
ลมปราณหลักแบ่งเป็นลมปราณปกติ 12 เส้น และลมปราณพิเศษ 8 เส้น
เส้นลมปราณปกติ 12 เส้น เป็นเส้นลมปราณหลักที่แต่ละเส้นกระจายผ่านและเชื่อมโยงกับอวัยวภายใน 1 ชนิด คือ ปอด หัวใจ เยื่ออุ้มหัวใจ ลำไส้ใหญ่ซานเจียว ลำไส้เล็ก ม้าม ตับ ไต กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะ โดยแบ่งเป็นเส้นลมปราณมือ 6 เส้น เส้นลมปราณเท้า 6 เส้น
เส้นลมปราณปกติ 12 เส้น ยังแตกแขนงเป็นเส้นลมปราณย่อยต่าง ๆ โดยมี
เส้นลมปราณหลักแขนง 12 เส้น ทำหน้าที่หลักเชื่อมโยงคู่เส้นลมปราณปกติแบบคู่นอกใน และเชื่อมโยงเส้นลมปราณปกติกับอวัยวะเนื้อเยื่อและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

เส้นลมปราณพิเศษ 8 เส้น เส้นลมปราณเหล่านี้จะแตกต่างกับเส้นลมปราณปกติ คือ ไม่เชื่อมโยงกับอวัยวะภายในจึงไม่มีความสัมพันธ์แบบคู่นอกใน เส้นลมปราณพิเศษมีหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเส้นลมปราณปกติ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแนบแน่นยิ่งขึ้น และปรับสมดุลลมปราณและเลือดในเส้นลมปราณปกติ
เส้นลมปราณย่อย
เส้นลมปราณย่อยใหญ่ 15 เส้น (12 เส้นแยกจากเส้นลมปราณปกติ 12 เส้น บวกด้วยเส้นลมปราณคู่ 1 เส้น ลมปราณเริ่ม 1 เส้น และเส้นลมปราณย่อยใหญ่ของม้าม) ทำหน้าที่เสริมสร้างความสัมพันธ์กับแบบคู่นอกใน และเชื่อมโยงลมปราณบริเวณด้านหน้าร่างกายกับด้านหลังและด้านข้างเพื่อปรับ สมดุล ในเส้นลมปราณ
เส้นลมปราณย่อยตัน ซึ่งเป็นเส้นลมปราณอยู่ที่ส่วนนอกของร่างกาย
เส้นลมปราณย่อยฝอย เป็นเส้นลมปราณขนาดเล็กละเอียดสุด
เอ็น 12 แห่ง คือ เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกทั่งร่ายกายเชื่อมโยงกับเส้นลมปราณปกติ 12 เส้น ควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อ
ผิวหนังถูกแบ่งเป็น 12 เส้น เป็นสาขาส่วนหนึ่งของเส้นลมปราณปกติ 12 เส้นในร่างกาย เนื่องจากลมปราณปกติ 12 เส้นยังแตกเป็นสาขาย่อยต่าง ๆ ลมปราณย่อยต่าง ๆ เหล่านี้จะกระจายสู่เปลือกนอกผิวหนังของร่างกาย และเชื่อมโยงกับผิวหนัง 12 เส้น ผิวหนัง 12 เส้นนี้จึงมีหน้าที่ทางสรีระวิทยาดังเส้นลมปราณต่าง ๆ คือ ทำหน้าที่ลำเลี้ยงเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ช่วยสะท้อนอาการต่าง ๆ ขออวัยวะที่เกี่ยวพันรวมทั้งช่วยปรับการปฏิบัติหน้าที่งานของอวัยวะต่าง ๆ เข้าสู่สมดุล
นอกจากเส้นลมปราณยังมีจุดต่าง ๆ ของเส้นลมปราณต่าง ๆ รวม 409 จุดที่กระจายทั่วทั้งร่างกาย จุดลมปราณเป็นจุดตำแหน่งพิเศษเป็นศุนย์ของอวัยวะภายใน เส้นลมปราณและการไหลเวียนของเลือดลม สะท้อนอาการสู่เปลือกนอกร่างกาย และเป็นจุดที่สามารถนำมาใช้บำบัดอาการโรคโดยการฝังเข็ม นวดกดจุดหรือวางถ้วยดูดเพื่อปรับร่างกายเข้าสู่สมดุล
ข้อควรระมัดระวังเกี่ยวกับการนวดฝ่าเท้า และนวดกดจุดตามเส้นลมปราณ
กรณีที่ไม่ควรนวด
  1. ขณะร่างกายอ่อนเพลียมาก มึนงงหรือเมาสุรา
  2. สตรีระหว่างมีประจำเดือนและช่วงตั้งครรภ์
  3. กระดูกหักหรือผิดรูป
  4. ผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อเช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้มาลาเรีย โรคเอดส์
  5. ผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด สุนัขบ้ากัด แมลงมีพิษร้ายต่อย ถูกแก็สพิษ สารพิษจากยาและสุรา
  6. ผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกหรือมีอาการอักเสบจากโรคที่กำลังเป็นอยู่ หรือจากความบกพร่องของร่างกาย
ข้อแนะนำ
  1. หลังการนวดทุกครั้งควรดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วประมาณ 300-500 ซีซี แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็น ล้างเท้า อาบน้ำ สระผมทันที ควรทั้งช่วงอย่างน้อย 30 นาที
  2. ปกติให้นวดวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าทำเพื่อบำบัดโรคสามารถนวดได้วันละ 2-3 ครั้ง
จาก มีดี ดอทเน็ต


สปามือ" และ "สปาเท้า

"สปามือ" และ "สปาเท้า"
มือ เป็นส่วนหยิบจับหิ้วของ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคนขึ้นไปด้วยแล้ว มักเกิดการ อักเสบที่ข้อมือจนกลายเป็นโรคนิ้วล็อก  ทั้งนี้เพราะมีการใช้มือในท่าเดิมๆซ้ำๆอย่างหนักนั่นเอง ส่วนเท้านั้นเป็น อวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักร่างกายเกือบตลอดวัน ต้องเดิน ต้องวิ่ง ทำงานอย่างหนักหน่วง และเป็นศูนย์รวมปลายประสาทของอวัยวะ 62 จุด ที่ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆในร่างกายทำให้ผู้คนนิยมนวดเท้าทั้งหญิง และชาย  การทำ "สปาเท้า" จึงได้รับความนิยมไม่แพ้กัน
 "สปามือ" และ"สปาเท้า" มีการใช้สมุนไพรที่สารสกัดจากธรรมชาติควรเลือกตามกลิ่นที่ชอบ หรือดูตามธาตุเจ้าเรือนด้วย เพื่อให้เหมาะกับสุขภาพของคุณ
  • คนธาตุดิน
    น้ำมันที่ใช้จะเน้นส่วนผสมของลาเวนเดอร์  ซึ่งจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย  บรรเทาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
  • คนธาตุน้ำ
    น้ำมันที่ใช้จะเน้นส่วนผสมของขิง  ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายและระบบประสาทแข็งแรง  ปลอดโปร่ง เลือดไหลเวียนสะดวก ทำให้รู้สึกสดชื่น
  • คนธาตุลม
    น้ำมันที่ใช้จะเน้นส่วนผสมของโรสแมรีและมะกรูด  ซึ่งช่วยในเรื่องระบบหมุนเวียนเลือดให้สมดุล  สร้างความกระปรี้กระเปร่า
  • คนธาตุไฟ
    น้ำมันที่ใช้เน้นส่วนผสมของโรสแมรีและดอกมะลิ ซึ่งจะช่วยให้จิตใจสงบ  นอนหลับสบาย  ผ่อนคลายความกังวล
►►ขั้นตอนการทำ "สปามือ" และ "สปาท้า"
เริ่ม จาการแช่เท้าด้วยสมุนไพร  เช่น มะกรูด ตะไคร้ ขมิ้น  เป็นต้น  และเกล็ดเกลือคริสตัลบริสุทธิ์จากทะเลสาบเดดซี  ผสมกับน้ำมันสุคนธบำบัดที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย  จากนั้นขัดเท้าด้วยเกลือหอม  จะช่วยให้ผิวเท้าดูเนียน  พร้อมรักษาแผลเป็นและลดรอยด่างดำ  ส่วนการพอกด้วยโคลน  เพื่อเติมแร่ธาตุ  และเพิ่มความนุ่มให้ผิวเท้า  ก่อนจะปิดท้ายด้วยขั้นตอนการนวดด้วยน้ำมันสุคนธบำบัดตามธาตุเจ้าเรือนที่ กล่าวมา

•การทำเล็บมือและเล็บเท้า
เพราะ เล็บมือ เล็บเท้าต้องทำงานหนัก  เปรอะเปื้อนสิ่งสกปรก  และมีการงอกของเล็บอยู่ตลอดเวลา  จึงต้องหมั่นทำเล็บมือ เล็บเท้า โดยธรรมชาติทุกคนจะมีเล็บมืองอกเร็วกว่าเล็บเท้า เล็บของเด็กยาวเร็วกว่าผู้ใหญ่

•ข้อควรรู้ในการทำเล็บสำหรับการทำ "สปามือ" และ "สปาเท้า"

  • เล็บเปื้อนยางผลไม้หรือยางผัก  เป็นรอยสกปรกสีน้ำตาล ให้ใช้มะนาวผ่าซีกขัดถูซ้ำ ๆ จนหมดคราบ
  • ถ้าแพ้หินขัด ใช้ครีมขัดผิวแทน
  • การขัดผิว อย่าให้ผิวหนังเปียกน้ำมาก จะขัดไม่ออก
  • การทาเล็บไว้นานหลายสัปดาห์ โดยไม่มีการพัก จะทำให้เล็บเหลืองเพราะเล็มไม่ได้รับอากาศและแสงแดด
  • น้ำสบู่ที่แช่เล็บควรใช้น้ำอุ่น จะทำให้ความสกปรกออกง่าย
  • อย่าตัดให้โค้งมนเข้าไปด้านข้างเล้บ จะทำให้เล็บขบคือเล็บเข้าไปงอกข้างใต้เล็บ ทิ่งแทงเนื้อเกิดการอักเสบ ปวด บวม
  • การตัดหนังต้องมือเบา อย่าตัดจมูกเล็บมากเกินไป ควรตัดเฉพาะส่วนที่ฉีกขาดออก
  • การ ล้างยาทาเล็บเก่าออก ให้เอาน้ำยาล้างเล็บหยดลงไปบนก้อนสำลีให้ชื้นๆ แล้วปิดเอาไว้บนเล็บต้องการจะล้างออก  เพื่อให้สีเก่าอ่อนตัวลง จะได้เช็ดออกง่าย
•วิธีการทำเล็บมือและเล็บเท้า สำหรับ "มือ" และ "สปาเท้า"
  • ก่อนอื่นล้างยาทาเล็บเก่าที่ติดอยู่บนเล็บ  โดยใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเล็บแตะปลายเล็บทิ้งไว้สักพักแล้วลูบออก  ล้างเล็บจากนิ้วก้อยจนถึงนิ้วหัวแม่มือ  แล้วใช้สำลีเช้ดไปรอบบๆเล็บ  จากโคนมาปลายเล็บ
  • หลัง จากนั้น  ใช้กรรไกรตัดเล็บให้มีความยาวเท่ากัน ตัดที่ปลายเล็บและด้านข้าง  ให้เป็นไปตามรูปเล็บจะได้สวยงาม  ตามด้วยการตะไบเล็บใช้ตะไบเหล็กตะไบแต่งเล็บ  แล้วใช้ตะไบทรายแต่งอีกครั้ง เพื่อให้เล็บเรียบไม่เป็นเสี้ยน  ตะไบเล็บให้ได้รูปสวยตามต้องการ และควรตะไบใปในทางเดียวกัน ไม่ควรตะไบย้อนกลับไปกลับมา
  • หลัง จากนั้นแช่ทั้งเล็บมือและเล็บเท้าในน้ำอุ่นผสมสบู่  บางแห่งใช้น้ำนมผสมน้ำอุ่นสัก 10 นาที  เนื่องจาน้ำนมอุ่นๆนี้จะช่วยให้เซลล์หนังกำพร้าที่หยาบกร้านนุ่มนวล  ทำให้ง่ายต่อการขจัดเซลล์หนังกำพร้าเหล่านี้ออกไป  ระหว่างแช่ก็เหยาะน้ำมันมะกอกลงไปด้วยสัก 5-6 หยด เพื่อให้สิ่งสกปรกออกง่าย และหนังรอบๆเล็บนุ่ม
  • ต่อไปเป็นการแปรงเล็บ  ใช้แปรงแตะสบู่ แปรงเล็บ ตามความยาวเล็บและตามขวางให้สะอาด
  • ลำดับ ต่อมาจึงใช้น้ำลูบแขนและมือพอหมาดๆ ถูขึ้น-ลง  เพื่อให้ความสกปรกออก  หรือใช้หินขัดแทนก็ได้  กรณีที่ส้นเท้าค่อนข้างกร้านอาจขัดด้วยหินภูเขาไฟเบาๆ  แล้วล้างน้ำให้สะอาด เช็ดให้แห้ง  ที่เท้าก็ทำเช่นกัน   แล้วทาน้ำมันบำรุงผิวหรือมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
  • ใช้ ตะไบเหล็กตักวาสลิน ทาบริเวณขอบหนังรอบเล็บ  เพื่อให้หนังรอบเล็บนุ่ม  ใช้เหล็กดุนหนังด้านมน  เซาะรอบขอบเล็บ  ด้านปลายแหลมแซะใต้เล็บเอาเศษสิ่งสกปรกออก
  • ใช้ กรรไกรตัดหนังค่อยๆตัดหนังรอบๆเล็บอย่างเบาๆ อย่ากดลึก  แล้วใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเล็บที่เล็บและใต้เล็บ  ใช้น้ำสะอาดล้างและเช็ดมือด้วยผ้าขนหนูให้แห้ง
  • ต่อ ไปเป็นการทาเล็บ  ต้องทารองพื้นเล็บด้วยน้ำยารองพื้นเสมอ  เพื่อปกป้องเล็บจากน้ำยาและทำให้การเช็ดสีเล็บง่าย  เริ่มจากนิ้วก้อยก่อนจนถึงนิ้วหัวแม่มือแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง  สำหรับเล็บเท้าให้ใช้สำลีก้อนสอดระหว่างน้วเพื่อให้ทาง่าย
  • หลังจากนั้นทาเล็บโดยเริ่มแต้มบางๆ ที่ปลายเล็บก่อน  เพราะเป็นส่วนที่สีจะลอกง่ายที่สุด  จากนั้นจึงเริ่มทาจากโคนเล็บขึ้นมา  และทาด้านข้าง  ทายาทาเล็บ 2 ครั้ง เพื่อให้สีเล็บสวยและสีไม่บางเกินไป  เมื่อทาเสร็จอาจใช้ไม้พันสำลี  ค่อยๆเช็ดรอบๆเล็บ  เอาสีที่เปื้อนเลอะออกไป  แล้วจึงค่อยทาน้ำยาเคลือบสีเล็บ  ถ้าอยากให้สีสันติดทนนานๆ ควรทาน้ำยาเคลือบสีเล้บวันเว้นวัน  จะช่วยปกป้องสีเล็บไม่ให้หลุดออกไปได้นานนับสัปดาห์

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ศิลปะบำบัดของเรกิ: Healing กับพลังจักรวาล

เรกิ ความหมายและความเป็นมา
    “เรกิ” (Reiki) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่น โดย เร นั้นอาจหมายถึง ความรู้ทางจิต จิตวิญญาณที่ได้รับการอบรม หรือจักรวาล ส่วน กิ หมายถึง พลัง ลมหายใจ หรือความมีชีวิต ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับคำว่าชี่ ในภาษาจีน และคำว่าปราณ ในภาษาสันสกฤต เมื่อมารวมกันแล้ว เรกิ จึงหมายถึง พลังชีวิตจากจักรวาล

บันทึกความเป็นมาของเรกิ
    เรกิ เป็นการบำบัดรูปแบบหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน จากการค้นคว้าของ ดร.มิคาโอะ อุซูอิ (Dr.Mikao Usui) ชาวญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญา ศาสนา และธรรมชาติบำบัด โดยมีรากฐานมาจากแนวทางปฏิบัติของลามะทิเบต ที่นำพลังจากธรรมชาติมาใช้ฝึกจิตให้สงบเพื่อเข้าสู่สภาวธรรม และได้เผยแพร่สู่พุทธศาสนานิกายมหายาน ในแถบประเทศจีนและญี่ปุ่น
    ดร.อุซูอิ ได้นำสิ่งที่ตนรู้มาเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางบำบัดโรคตามธรรมชาติ โดยมีลูกศิษย์คนสำคัญ คือ นายแพทย์จุชิโร ฮายาชิ แพทย์นาวิกโยธิน ผู้พัฒนาเรกิบำบัดจนเป็นรูปเป็นร่างในปัจจุบัน และอีกท่านซึ่งมีส่วนในการเผยแผ่เรกิไปทั่วโลกคือ คุณฮาวาโยะ โทคาตะ สตรีชาวญี่ปุ่นในฮาวายผู้โดนรุมเร้าด้วยโรคภัย  จนได้มาพบเรกิบำบัดบนแผ่นดินเกิด ช่วยเยียวยาเธอจนหายดี และเพื่อช่วยให้คนอื่นหายจากโรคเช่นเดียวกับเธอ โทคาตะจึงนำเรกิบำบัดไปเผยแผ่ยังสหรัฐอเมริกา ทำให้เรกิเป็นที่รู้จักในวงกว้างจนถึงทุกวันนี้
    จากผลงานของบรมครูเรกิทั้ง 3 ท่าน เป็นที่คาดหมายว่าปัจจุบันมีผู้ใช้เรกิบำบัดกว่าล้านคน และมีเรกิมาสเตอร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเรกิอีกกว่า 50,000 คนทั่วโลก
    ซึ่งนอกจากเรกิมาตรฐานสายตรงจากดร.อุซูอิ ยังมีเรกิสายอื่นแตกแขนงออกมาอีกมากมาย เช่น เรกิสายยุโรป หรือเคลติก เรกิ
Celtic Reiki เรกิสายยุโรป
    เคลติก เรกิ (Celtic Reiki) เป็นเรกิในแบบฉบับชาวยุโรปเชื้อสายเคลป์ ที่ผสมผสานระหว่างเรกิมาตรฐานกับความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติ เรกิสายนี้มีความเชื่อว่าเราสามารถรับพลังงานจากจักรวาลได้ผ่านทางต้นไม้ 25 ชนิด เช่น เฟอร์ เบิร์ช ฮอว์ธอร์น วิลโลว์ ไอวี่ และฮันนี้ซัคเกิ้ล โดยการสัมผัสต้นไม้หรือแวดล้อมไปด้วยต้นไม้เหล่านี้ จะทำให้ได้รับพลังจักรวาลและบำบัดอาการต่างๆ ได้ตามแต่คุณสมบัติของต้นไม้แต่ละชนิด
    หากอยากลองสัมผัสพลังธรรมชาติตามแบบเคลติก เรกิ ลองนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ๆ หรือสัมผัสลำต้นของต้นไม้ดู  แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าช่วยบำบัดอาการต่างๆ ได้จริงเท็จแค่ไหน แต่ออกซิเจนที่ต้นไม้คายออกสู่บรรยากาศและพลังอื่นๆ ที่แผ่ออกสู่ร่มเงาไม้ล้วนมีส่วนให้เกิดความสุข สงบ และสดชื่นที่รู้สึกได้เช่นกัน
เอกลักษณ์ของเรกิ
    เรกิ เป็นการบำบัดที่มีเอกลักษณ์และจุดเด่นตรงที่ไม่ใช่ศาสนา หรือลัทธิ ไม่มีข้อห้าม ไม่มีผลข้างเคียง และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการบำบัด สิ่งเดียวที่ผู้ทำเรกิและผู้รับการบำบัดต้องมี คือ ความเชื่อในพลังธรรมชาติและยึดกฎ 5 ข้อ (Principle of Reiki) อันเป็นแนวปฏิบัติซึ่งคล้ายคลึงกับคำสอนในพุทธศาสนา ได้แก่
  1. ฉันจะไม่โกรธ
  2. ฉันจะไม่กังวล
  3. ฉันจะสวดมนตร์ภาวนา
  4. ฉันจะทำงาน (ด้านพัฒนา จิตวิญญาณ) อย่างซื่อสัตย์
  5. ฉันจะมีเมตตาต่อทุกสรรพชีวิตบนโลก
โดยกฎทั้ง 5 ข้อมีพื้นฐานสำคัญว่า ต้องอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่กังวลเรื่องอนาคตหรือจมอยู่กับอดีต
เรกิบำบัดทำอย่างไร
    เรกิ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใช้เสริมการรักษาโรคร่วมกับวิธีทางการแพทย์แผน ปัจจุบัน ในการทำเรกิผู้ป่วยจะต้องได้รับการบำบัดโดยเรกิ มาสเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งผ่านพลังจากจักรวาลเข้าสู่จักระทั้ง 7 จุดในร่างกาย อันได้แก่ 1.กระหม่อม (crown chakra) 2.หว่างคิ้ว (3rd eye chakra) 3.คอ (throat chakra) 4.หัวใจ (heart chakra) 5.ลิ้นปี่ (solar plexus chakra) 6.ส่วนท้อง ใต้สะดือลงไป 2 นิ้ว (sacral chakra) 7.อวัยวะเพศ (root chakra) เพื่อปรับสมดุลทางเคมี ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ
    โดยเรกิ มาสเตอร์ ที่ผ่านการฝึกฝนและเปิดจักระแล้วจะสามารถรับพลังจักรวาลผ่านการทำสมาธิ และส่งผ่านพลังนั้นทางฝ่ามือเพื่อให้คลื่นพลังไหลเวียนทั่วร่างกายผู้ป่วย ใช้เวลาราว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยของแต่ละคน ลองนึกภาพการถ่ายพลังรักษาโรคที่พบเห็นได้ในหนังจีนกำลังภายใน นั่นเป็นวิธีที่คล้ายกับการทำเรกิมากค่ะ
    อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยอาจศึกษาเรกิ เพื่อบำบัดตนเองได้เช่นกัน โดยการเรียนมี 3 ระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ที่สามารถนำพลังจักรวาลมาดูแลตนเองและผู้อื่นได้ โดยเรกิมาสเตอร์จะเปิดจักระให้ผู้เรียนก่อน และสอนตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของเรกิ ตลอดจนการทำสมาธิ การดูออร่า และการถ่ายทอดพลังจักรวาล ระดับพัฒนา จะเป็นการเรียนรู้สัญลักษณ์เพื่อนำพลังจักรวาลมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นรวมทั้งเพื่อใช้ขจัดพลังไม่ดีออกจากสถานที่บำบัด และระดับสูงหรือมาสเตอร์ เป็นเรกิขั้นสูงสุดที่สามารถเปิดจักระให้ผู้อื่นได้

เรกิกับวิทยาศาสตร์และการแพทย์
    ปัจจุบัน เรกิบำบัด นิยมใช้ในหลายประเทศทั่วโลกเพื่อช่วยในการรักษาโรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis) รวมทั้งความเครียดและอาการแพนิก เพราะการบำบัดจะเข้าไปปรับสมดุลพลังงานในร่างกายให้ระบบต่างๆ ทำงานดีขึ้น   
    โดยในประเทศสหรัฐอเมริกามีการทดลองมากมายเกี่ยวกับการใช้เรกิบำบัดผู้ป่วย  ตัวอย่างเช่น การทดลองโดยทีมนักวิจัยจาก University of Texas Houston Health Science Center  ซึ่งทดสอบวัดอุณหภูมิ  ความดันโลหิต และการตอบสนองของกล้ามเนื้อผู้ป่วยที่ทำเรกิบำบัด  ผลการวิจัยสรุปว่าผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย และมีภูมิต้านทานสูงขึ้น  จากการไหลเวียนโลหิตที่สมดุลและความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ  และปริมาณน้ำลายที่เพิ่มขึ้น 
    อีกหนึ่งการทดลองที่น่าสนใจโดยมหาวิทยาลัยเยล คือ การทดสอบกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 20 ราย โดยให้ผู้ป่วย 10 รายใช้เรกิบำบัดควบคู่กับการรักษาตามปกติ ส่วนอีก 10 รายใช้วิธีรักษาตามปกติ  พบว่า  ผู้ป่วยกลุ่มแรกมีอาการดีขึ้นกว่ากลุ่มที่สองมาก โดยผู้ป่วยเริ่มแข็งแรงขึ้นและตอบสนองต่อการรักษาทางทางการ
เรกิในเมืองไทย
    ปัจจุบัน เรกิในเมืองไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายและถือว่าค่อนข้างใหม่ อีกทั้งยังมีคนเพียงจำนวนไม่มากที่รู้จักและใช้เรกิเพื่อบำบัดโรค โดยมากจะพบการบำบัดเรกิได้ในสปาชั้นนำ ศูนย์สุขภาพ หรือสถาบันแพทย์ทางเลือกแบบองค์รวม ที่ให้บริการเรกิร่วมกับการบำบัดแบบต่างๆ

เพิ่มเติม:


ความหมายเรกิ
เร กิเป็นภาษาญี่ปุ่น “เร” อาจหมายถึง ความรู้ทางจิตธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ พลังจิตแห่งจักรวาล พลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ หรืออาจหมายถึง องค์ความรู้ของพระเจ้าต่อสรรพสิ่งต่างๆ เพื่อการเข้าใจความเป็นคนเราอย่างสมบูรณ์ ส่วน “กิ” หมายถึง พลังชีวิต (life force) มีความหมายเช่นเดี่ยวกับ ฉี ในภาษาจีน หรือ ปราณ ในภาษาสันสกฤต หรือมานา ในภาษาดั้งเดิมของฮาวาย

เรกิ หมายถึง พลังชีวิตแห่งจักรวาล (universal life force) โดยมี “เร” ทำหน้าที่ในการนำทางพลังชีวิตที่เรียกว่า “กิ” ไปสู่การปฏิบัติ แนวความคิดของผู้ปฏิบัติระบบนี้เชื่อว่าเรกิมีคุณสมบัติที่จะนำตัวเองในการ ทำงาน หรือพลังเรกิมีปัญญาแห่งตนที่ไม่ตอบสนองต่อการเหนี่ยวนำหรือความสุขุมด้าน จิตของผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติเรกิผู้ปฏิบัติไม่ต้องใช้จิตเพื่อชี้นำพลังไปตามบริเวณที่บำบัด

ในปัจจุบันพบว่ามีผู้เยียวยาหลายคนที่ใช้พลังบำบัด แต่เป็นเพียงการใช้พลังชีวิตทั่วคือ กิ ในการเยียวยา การบำบัดโดยใช้ “กิ” นั้น เกิดจากจิตผู้ปฏิบัติเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของพลัง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ระบบเรกิผู้ปฏิบัติที่ใช้พลังเทคนิคการบำบัดด้วยพลัง รูปแบบอื่นสามารถเรียนรู้ระบบเรกิได้เพื่อพัฒนาศักยภาพในการบำบัด จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าบุคคลเหล่านี้เมื่อเรียนรู้ระบบเรกิเพิ่มเติม สามารถพัฒนาการรับรู้พลังที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ความแตกต่างของเรกิจากระบบการบำบัดอื่นคือ ระบบการถ่ายทอดความรู้เรกิ กล่าวคือ ผู้ศึกษาต้องได้รับปรับพลังเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงตัวเองกับแหล่ง พลังงานเรกิที่มีอยู่ในจักรวาล

เรกิไม่ใช่ศาสนา เรกิเป็นเรื่องของจิตที่เป็นธรรมชาติ เรกิจึงไม่ใช่หลักการด้านศาสนาหรือลัทธิ ไม่มีความเชื่อหรือระบบพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อเชิงศาสนาเดิมเมื่อตัดสิน ใจเรียนรู้เรกิ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความศรัทธาตามศาสนาที่ตนนับถือให้ข้อมูลว่าพวกเขามี ความก้าวหน้าในการปฏิบัติตามความเชื่อมากขึ้นเมื่อเรียนรู้และฝึกการบำบัด ระบบเรกิอย่างสม่ำเสมอ

เรกิไม่มีอันตราย การค้นคว้าเอกสารและประสบการณ์การใช้เรกิไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวกับอันตราย หรือภาวะแทรกซ้อนจากการบำบัดระบบเรกิ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ได้สั่งการเยียวยาใด ๆ และไม่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษา เพราะผู้ปฏิบัติไม่ใช่ผู้รักษาแต่เป็นเพียงช่องทางให้พลังเรกิผ่านไปยังผู้ ป่วยเพื่อให้เกิดการปรับสมดุลในร่างกายของผู้ป่วย

พลังไม่เคยถอย เนื่องจากการเยียวยาด้วยระบบเรกิผู้ปฏิบัติเป็นเพียงช่องทางที่พลังเรกิจา กบรรยากาศทั่วไปในจักรวาลไหลผ่านเพื่อไปสู่ผู้รับพลังเรกิ พลังของผู้ปฏิบัติจึงไม่ถูกใช้ในการเยียวยา ดังนั้นพลังของผู้ปฏิบัติจึงไม่ถดถอย ผู้ปฏิบัติไม่ปรากฎอาการอ่อนเพลียหลังจากเยียวยา และสามารถรักษาผู้ป่วยได้ต่อเนื่องหลายคน

การเยียวยาด้วยระบบเรกิมีลักษณะเด่นคือ
1. การเป็นผู้ปฏิบัติเรกิเกิดจากครูผู้สอนปรับร่างกายของผู้เรียนให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงเพื่อสามารถใช้เรกิในการเยียวยา ทำให้ทุกคนสามารถเรียนเรกิได้
2. ผู้เรียนไม่ต้องฝึกสมาธิ หายใจ หรือกิจกรรมอื่นเป็นระยะเวลานาน ต่อเนื่องเพื่อพัฒนาศักยภาพเป็นผู้ปฏิบัติเรกิ
3. พลังเรกิเป็นคลื่นที่มีความถี่สูงสามารถไหลเวียนหรือเคลื่อนไปตามตำแหน่ง ต่าง ๆ ในร่างกายที่มีการขาดความสมดุลของพลังงานได้อย่างอัตโนมัติ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องใช้จิตเป็นตัวนำเพื่อส่งผ่านพลังไปรักษา
4. เรกิไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติและผู้รับการเยียวยา
5. ผู้ปฏิบัติเรกิเป็นเพียงท่อส่งผ่านพลัง การเยียวยาจากระบบเรกิไม่ใช้พลังจากผู้เยียวยาทำให้เมื่อสิ้นสุดการรักษาผู้ ปฏิบัติไม่เสียพลังหรือมีอาการอ่อนเพลีย

เพิ่มอีกหน่อย
การรักษาโรคด้วยพลังเรกิ

การ รักษาด้วยพลัง
เรกิ  คือการส่งพลัง ไปให้คนไข้
โดยไม่ใช้ อุปกรณ์ใดๆ นอกจากมือของผู้ให้การบำบัด โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถสูง อาจไม่ต้องสัมผัสตัวคนไข้ก็ได้

การ รักษาโรคด้วยพลังจักรวาล เป็นวิธีการอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยรักษาโรคทางกาย และใจวิธีการรักษาโรคด้วยพลังจักรวาลนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์

พลังจักรวาลทำให้ เกิดความสมดุลโดยผ่านจุดหลัก 7 จุดในร่างกาย ที่ เรียกว่า "จักระ"ซึ่ง เป็นภาษา สันกฤตแปลว่า วงล้อ

การรักษาวิธีนี้ ได้รับการค้นคว้าจากโลก ตะวันตกเช่นกัน กล่าวได้ว่าพลังจักรวาลเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
เกี่ยวกับพลังงานที่เราเรียกว่า พลังคอสมิคต้นกำเนิดของพลังจักวาลนี้
สืบสาวได้ถึงวิธีการรักษาโดยธรรมชาติ และวิธีนี้ได้ถูกค้นพบอีกครั้งภายใต้กฎความเป็นอยู่ของมนุษย์
ซี่งขณะนี้มีความ พยายามไม่ใช้ยาจากสารเคมี ขบวนการการทำงาน

พลัง จักรวาลจะ เข้าสู่ร่างกายคนไข้ และปรับความ สมดุลให้กับอวัยวะที่มีปัญหาของ คนไข้ ผลก็คือ ทำให้คนไข้หายป่วยหรือทุเลาจากโรคภัยไข้เจ็บ
ที่กำลัง เป็นอยู่ ทั้งนี้เพราะ เหตุผลที่ว่า บุคคลที่เจ็บป่วยมีสาเหตุเนื่องมาจาก อวัยวะที่เจ็บป่วยขาดความสมดุลของพลังจักรวาลจึงทำให้เกิดอาการของโรคต่างๆ
ดัง นั้น ผู้ที่มีความสามารถรับ และส่งพลัง
เรกิให้กับผู้ป่วยได้โดยส่งผ่านไปตามจักระของมนุษย์ ไปสู่ที่อวัยวะที่เจ็บป่วย

เพื่อให้พลังจักรวาลปรับความสมดุลที่อวัยวะนั้น จึงทำให้ ผู้ป่วยหายหรือทุเลา จากการเจ็บป่วยนั้นๆ และกลับสู่สภาพปกติดังเดิม

วิธี การรักษานี้ จะใช้การสัมผัสด้วยมือ (หรือไม่ใช้การสัมผัสก็ได้ เรียกว่าการรักษาทางไกล) โดยใช้เวลาแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 5 นาที
และตามปกติวันหนึ่งจะทำการรักษาเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
การบำบัดนี้ผู้ทำการบำบัดควรจะมีความคิดและจะต้องปฏิบัติดังต่อไป นี้

1. ผู้ทำการบำบัด ต้องฝึกให้มีความคิดที่จะบรรลุถึงการควบคุมตนเองในภาระหน้าที่ต่างๆทุก ประการ จากหน้าที่เล็กๆ 

ในครอบครัวไปจนถึงหน้าที่สูงสุดในสังคมนี่เป็นเป้าหมายของการฝึกฝนด้วยตนเอง เมื่อผู้ทำการบำบัดบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว
แล้วจะสามารถนำความผาสุกมาสู่คนไข้ได้

2. ผู้ทำการบำบัดและครอบครัวต้องผ่านการพิสูจน์จากสังคม และยอมรับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราแม้จะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
ยิ่งทนได้มากเท่าไร กรรมของเราก็จะหมดลงเร็วเท่านั้น
ขณะที่เราทนต่อความทุกข์ยากได้ จิตวิญญาณจะพุ่งสู่ระดับสูงขึ้น
เมื่อจิตวิญญาณของเราพัฒนาเข้าสู่ ระดับสูงขึ้น ร่างกายของเราก็จะดูดซับพลังจักรวาลได้ง่ายขึ้น
ในสภาวะเช่นนี้เราจะมีความสามารถมากพอที่จะบำบัดคนไข้ทั้งหมดที่มาพบเราได้ ถึงแม้ว่าคนไข้เหล่านั้นจะมีโรคที่ยากต่อการบำบัด

3. เราต้องให้ความรักคนไข้ให้มากเท่ากับที่รักครอบครัวของเรา และต้องไม่แบ่งแยกชนชั้น

4. ระหว่างการบำบัด ความคิดคำนึงของเราควรจดจ่ออยู่ที่คนไข้ และต้องไม่ยอมให้สภาวะแวดล้อมภายนอกทำให้เราไขว้เขว

5. ผู้ฝึกฝนต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนด้วยการปฏิเสธความมีชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ และความรัก ความมีชื่อเสียงควรนำมา
สู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน ทรัพย์ศฤงคารควรอุทิศให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศของตน และความรักควรจะแบ่งบันไปสู่มวลมนุษย์

6. ร่างกายของมนุษย์มีจุดสำคัญ 7 จุด เมื่อจุดเหล่านี้ถูกเปิด จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่าเต็มที่ ในชั้นต้นเมื่อได้รับการเปิดจุด 6 จุด 
และ ได้ฝึกฝนด้วยตนเอง จนประสบผลสำเร็จแล้ว จุดสำคัญอีก 1 จุด จะถูกเปิด ซึ่งถือว่าได้บรรลุถึงจุดสูงสุด และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ความลับและประโยชน์ของลูกประคบสมุนไพร

"ลูกประคบสมุนไพร" คือ ผ้าที่ใช้สมุนไพรหลายอย่างมาห่อรวมกัน นำมานึ่งให้ร้อน เป็นวิธีการ บำบัดรักษาของการแพทย์แผนโบราณ แล้วประคบบริเวณที่เจ็บปวด เคล็ดขัดยอก โดย อาศัยความร้อนและคุณสมบัติสมุนไพร ทำให้อาการดีขึ้น คนไทยนิยมใช้ "ลูกประคบสมุนไพร" รักษา กันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน โดยมักใช้รักษาควบคู่กับการนวดไทย คือ หลังจากนวดเสร็จแล้วจึงประคบนาบไปตาม ร่างกาย ผลของความร้อนที่ได้จากการประคบ ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว และตัวยา สมุนไพรร้อน ๆ ซึมผ่านชั้นผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย และยังช่วยทำให้เนื้อเยื่อพังผืดยืดตัว ออก ลดการติดขัดของข้อต่อ ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ลดปวด ช่วยลดการบวมที่เกิดจาการอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ และช่วยเพิ่ม การไหลเวียนของโลหิต
"สมุนไพร" ที่ใช้ในตำรับยา "ลูกประคบสมุนไพร"  มี แตกต่างกันไปในวัตถุประสงค์ของการรักษา เช่น ตำรับแก้ปวดเมื่อย ตำรับแก้เหน็บชา ตำรับแก้อัมพฤกษ์ อัมพาต ตำหรับแก้ ตะคริว เป็นต้น ตำรับแก้ปวดเมื่อยของแต่ละแห่ง อาจไม่ใช่สูตรเดียวกัน แต่มีตัวยาหลักเหมือนกัน
ส่วนมากแล้วมักใช้ "ลูกประคบสมุนไพร" ประคบกันในผู้ที่มีอาการเคล็ด ขัดยอก ซ้ำบวม แต่ถ้าต้องการประคบเพื่อคลาย เครียด คลายเมื่อยล้า ก็สามารถทำได้ การประคบด้วยลูกประคบสมุนไพรเพื่อคลาย เครียดนี้ จะช่วยให้คุณหายจากอาการอ่อนล้า อาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อเส้น เอ็น เกิดความกระปรี้กระเปร่า สบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาโดยพลัน
"ลูกประคบสมุนไพร"  นี้ปรากฏว่ามีมาแล้วช้านาน นอกจากจะมีการนำเอาสมุนไพรต่าง ๆ  มาใช้ประโยชน์เป็นยากินรักษาอาการของโรคต่าง ๆ หรือนำสมุนไพรบางชนิดมาปรุงเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย ขจัดโรคภัยไข้ เจ็บต่าง ๆ แล้วยังสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาอาการภายนอกร่างกายได้อีกด้วย มีทั้งที่ นำมาใช้เดี่ยว ๆ หรือนำมาปรุงผสมผสานเข้าด้วยกันหลาย ๆ อย่าง เป็นยาทาก็ได้ เป็นยาพอกก็ดี เป็นยาพ่น เป่าเป็นยาสูบ ยาอม ยารมควัน หรือยาประคบก็ได้ สารพัดสารพัน  นี่คือมรดกทางภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านหรือแพทย์แผนโบราณของไทยเราโดยแท้
► การประคบลูกประคบสมุนไพร มี 2 ชนิด คือ

  1. การประคบเปียก 
  2. การประคบแห้ง
► ตำแหน่งการประคบ-ลูกประคบสมุนไพร
"ลูกประคบสมุนไพร" สามารถ ใช้ประคบได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ยกเว้นบริเวณผิวหน้า ขึ้นอยู่กับอาการของโรค  อาทิ ท่อนขารวมทั้งขาอ่อน น่อง เข่า ฝ่าเท้า หรือ หลังเท้า นอกจากนั้นส่วนของแผ่นหลัง เอว สะโพก ช่วงไหล่ แขน หน้าท้องและชายโครง ก็ทำการประคบได้เช่นกัน

ประโยชน์ของการประคบ ลูกประคบสมุนไพร
"ประโยชน์และสรรพคุณของลูกประคบสมุนไพร" มีมากมายมหาศาล อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับของการแพทย์แผนไทยหรือแม้แต่การ แพทย์อายุรเวทในปัจจุบัน ว่าเป็นวิธีรักษาโรควิธีหนึ่ง และมีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษา โดยเฉพาะการช่วยลดความเครียด กำจัดความอ่อนเพลีย สร้างความสดใสให่แก่อารมณ์และความรู้สึก ช่วยคลายความเนื้อ คลายเส้นเอ็น เส้นสายในผู้ป่วยให้ผ่อนคลายลง ไม่ตึงเครียดและอึดอัด
► "ประโยชน์ของการประคบ ลูกประคบสมุนไพร" ในการรักษาอาการต่าง ๆ ดังนี้
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อขจัดอาการของโรค ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อคลายเส้น เอ็น กล้ามเนื้อ ให้หายจากอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อให้โลหิตไหลเวียนทั่วสรรพางค์กายได้สะดวกดีขึ้น
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อบรรเทาและรักษาอาการเหน็บชา อัมพฤกษ์และอัมพาต
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อลดไขมัน หรือละลายไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกาย
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อลดความดันโลหิตสูงให้ลดลงมาเป็นปกติ
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ววันยิ่งขึ้น
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อขับน้ำคาวปลาออกมาจากมดลูกให้หมดสิ้น ไม่เหลือคั่งค้างเอาไว้
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อให้ร่างกายพริกฟื้นจากความอ่อนแอ ขี้โรค ให้มีเรี่ยวแรงดีขึ้น
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อคลายเครียด สบายเนื้อสบายตัว อารมณ์แช่มชื่น ผ่องใส จิตใจ ปลอดโปร่ง
ลูกประคบสมุนไพร-ประคบเพื่อสร้างสมดุลให้แก่สุขภาพของตนเองแม้ว่าจะไม่เจ็บป่วย หรือมีโรคภัยใด ๆ ก็ตาม

ขั้นตอนวิธีการประคบและข้อควรระวังในการประคบ ลูกประคบสมุนไพร
► ขั้นตอนวิธีการประคบ ลูกประคบสมุนไพร
1.จัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสม ในท่านั่งหรือนอน
2.นำลูกประคบสมุนไพรที่นึ่งจนร้อนมาทดสอบความร้อน โดยแตะที่ท้องแขน หรือหลังมือก่อนนำไปประคบ
3.ในการประคบสมุนไพรต้องทำด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่ลูกประคบสมุนไพรกำลังร้อน เมื่อลูกประคบสมุนไพรเย็นลงจึงวางลูกประคบสมุนไพรไว้ได้นานขึ้น
4.เมื่อลูกประคบสมุนไพรคลายความร้อน จึงเปลี่ยนลูกประคบอีกลูกหนึ่งแทน

► ลักษณะประคบ ลูกประคบสมุนไพร
สังเกตุดูลูกประคบสมุนไพร ว่ามีความร้อนมากหรือเปล่า ถ้าลูกประคบสมุนไพรมีความร้อนต้องห่มผ้าขนหนูก่อนแล้วประคบ ตอนแรกห้ามประคบที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังผู้ป่วยพุพอง หรือผู้ป่วยตกใจอาจช้อกได้ เมื่อร้อนต้องประคบเร็ว ๆ คอยซักถามดูเรื่อย ๆ แล้วค่อยช้าลง ถ้าไม่ร้อนเอาผ้าขนหนูออก

► ข้อควรระวังในการประคบ ลูกประคบสมุนไพร


  1. ห้ามใช้ลูกประคบสมุนไพร ที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะกับบริเวณผิวหนังอ่อน ๆ หรือบริเวณที่เป็นแผลมาก่อน  ถ้าจำเป็นต้องประคบควรมีผ้ารองหรือรอจนกว่าลูกประคบสมุนไพรจะคลายความร้อนลง
  2. ควร ระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต เด็ก และผู้สูงอายุ เนื่อง จากกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการตอบสนองความรู้สึกช้า อาจทำให้ผิวหนังพองได้ ถ้าจำเป็นต้องประคบให้ใช้ลูกประคบสมุนไพรอุ่น ๆ
  3. ไม่ควรใช้ลูกประคบสมุนไพร กรณีที่มีการอักเสบใน 24 ชั่วโมงแรก เพราะอาจทำให้การอักเสบมากขึ้น ควรประคบด้วยความเย็นก่อน
  4. หลังจากประคบสมุนไพรแล้ว ไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะล้างตัวยาออกจากผิวหนัง และร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน

ปาฏิหาริย์แห่งการภาวนา ปาฏิหาริย์แห่งการนวด

คาถาไหว้พระและบูชาครู
คาถาบูชาพระรัตนตรัย
(นะโม 3 จบ)
อะระหัง  สัมมา สัมพุทโธภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง  อภิวาเทมิ
สวาขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ
สุปะติปัณโน  ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ
คาถาบูชาบรมครูชีวกโกมารภัจจ์
โอม นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง กรุณิโก
สัพพะสัตตานัง โอสะกะทิพพะมันตัง ประภาโส
สุริยาจันทัง โกมาระวัตโต ปะกาเสสิ วันทามิ
ปัณทิโต สุเมธะโต สุมะนาโหหิ
คาถาบูชาครู
วันทิตะวา อาจาริยัง คะรุปาทัง อาคัจฉัยหิ
สัพพะธัมมา  ประสิทธิเม
สัพพะอันตะรายัง  วินาสสันติ
สัพพะสิทธิ  ภะวันตุเม
พุทธังประสิทธิ  มหาประสิทธิ
ธัมมังประสิทธิ  มหาประสิทธิ
สังฆังประสิทธิ  มหาประสิทธิ
พระพุทธังบังเกิด  เปิดโลกะวิทู  วิโสทะยิ
พระธัมมังบังเกิด  เปิดโลกะวิทู  วิโสทะยิ
พระสังฆังบังเกิด  เปิดโลกะวิทู  วิโสทะยิ
พุทธังนิมิตตัง ธัมมังนิมิตตัง สังฆังนิมิตตัง
ข้าพเจ้า ขอรำลึกถึงพระคุณอันประเสริฐแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติตามพระวินัย ข้าพเจ้าขอน้อมเศียรอภิวันท์เทพไท้ผู้สถิตย์ยังฟากฟ้าและบนโลกา ข้าพเจ้าขออาราธนาพระอิศวรเจ้าฟ้า พระพรหมเทวา พระนารายณ์ผู้ทรงฤทธา พระพิฆเณศวร์ผู้ประทานความสำเร็จ พระราหูผู้ทรงอำนาจ ตลอดจนเทพเทวาทั้งบิดาและมารดา อีกทั้งบูรพาอาจารย์ผู้สร้างตำรับคัมภีร์โหราศาสตร์ดวงพม่า  ข้าพเจ้าขอประนบอัญชุลีขึ้นเหนือเกล้าเกศี  ขอพรจากบรมครูทั้ง 5 พระฤาษีทั้ง 108  ได้ โปรดประทานหูทิพย์ ตาทิพย์ และเจโตปริยะญาณให้แก่ลูกด้วยเถิด ไม่ว่าจะตอบสิ่งใดในหลักโหรา ขอให้ทำนายอย่าได้ผิดพลาดคลาดคำ ขอให้จดจำวิชาได้แม่น สามารถโน้มนำให้ทุกคนเป็นคนดี มีทุกข์ก็ให้กลับสุขขี พ้นภัยย่ำยี อยู่ร่มเย็นเป็นสุขเทอญฯ
คาถาก่อนลงมือนวด และขณะกดเส้น
สะหะมุติ  สะมุหะคะโต เสมาตัง พัทธะเสมายัง สะหะนิตัมโพ เอวังเอหิ
นะถอด  โมถอน  พุทธคอน  ธาเคลื่อน  ยะเลื่อนหลุดลอยหาย
สะวาหะ  สะวาหาย